2007/Sep/20

รากฐานความเป็นมาและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย

1.เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิวัติ 2475

รัฐสภาไทยที่ดำรงอยู่ในปัจจุบียก่อกำเนิดมาตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาะปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นับเป็นเวลา 64 ปี ซึ่งไม่นานนัก แต่ถ้าเราคิดว่า การตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (COUNCIL OF STATE) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ.2417 เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาและความคิดเห็นต่างๆ และถ้าคำปรึกษาหรือความคิดเห็นนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วย ก็จะตราขึ้นเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ รัฐสภาไทยเราก็มีรากฐานความเป็นมาค่อนข้างยาวนาน แม้สภานี้ไม่ทันพัฒนาขึ้นมาเป็นสถาบันการเมืองเพราะสลายตัวไปในปี พ.ศ.2437 ความคิดตั้งสภาแบบประชาธิปไตย ซึ่งในสมัยนั้นเรียกตามภาษาอังกฤษว่า ปาลิเมนต์ ค่อยๆก่อรูปขึ้นในหมู่เจ้านาย ขุนนางหัวใหม่และสามัญชน อาทิ เทียนวรรณ มากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบและดำริคิดเรื่องนี้ ทรงมีพระราชดำรัสในที่ประชุมเสนาบดีสภา ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภาก่อนเสด็จสวรรคตไม่นานว่า ฉันจะให้ลูกวชิรวุธมอบของขวัญสู่ราชบัลลังก์ในขณะสืบตำแหน่งกษัตริย์ กล่าวคือฉันจะให้เขาให้ปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น

ความจริงก่อนหน้านี้ ในช่วงมีสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน คณะทูตไทย ณ กรุงลอนดอนและปารีส ซึ่งทุกท่านเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ได้ร่วมกันเข้าชื่อในหนังสือถวายความคิดเห็นจากการเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการแผ่นดินต่อพระองค์ แม้จะหามีความประสงค์ที่จะให้มีปาลิเมนต์ในขณะนั้น แต่ผู้ถวาายความคิดเห็นยังยึกว่าการปกครองแบบมีสภาผู้แทนฯนั้นยังเป็นสิ่งพึงปรารถนา 2 ปีต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระรามโองการมอบหมายให้เสนาบดีสภาพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาสักฉบับ การประชุมเสนาบดีสภาเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความเข้าใจเรื่อง รัฐธรรมนูญ ของแต่ละคน ต่างกัน บางคนก็เกรงว่ารัฐธรรมนูญจะกลายเป็นต้นเหตุให้ตนต้องสูญเสียอำนาจจึงไม่ค่อยให้การสนับสนุน ภาระหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญจึงตกอยู่ที่สมเก็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ องค์ประธานเสนาบดีสภายิ่งกว่าผู้ใด ซึ่งก็ยกร่างสำเร็จ มีทั้งหมด 20 มาตรา ส่วนใหญ่เป็นบทบัญญัติว่าด้วยฐานะและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ส่วนที่พอจะถือว่าเป็นรากฐานของรัฐสภาอยู่บ้าง คือ มาตรา 14 ที่กำหนดให้มีการประชุมร่วมของรัฐมนตรีสภา องค์มนตรีสภา และเสนาบดีสภา หรือ ไตรวรรคสันนิบาต เพื่อพิจารณากฎหมายเลือก และแต่งตั้งรัฐมนตรี เลือกและแต่งตั้งองคมนตรี

ในช่วงที่สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ พระเจ้าแผ่นดิน บรรดาเจ้าฟ้าและขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนทรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การมีนายกรัฐมนตรี และการตั่งสภาว่ายังไม่ควรมีและตั้ง เพราะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ควรดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความคิดนี้ มีอิทธิพลค่อนข้างมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงไม่มีสถาบันทางการเมืองประชาธิปไตยใดๆ เกิดขึ้นในสมัยนี้ แม้จะมีการเคลื่อนไหวของ กลุ่มทหารหนุ่ม เพื่อก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเปลี่ยนองค์พระประมุขที่เรียกว่า ขบถ ร.ศ.130 รวมทั้งมีเจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถทรงเสนอให้ฟื้นฟูสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือรัญมนตรีสภา ซึ่งเคยมีในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ในด้านนิติบัญญติ และเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ขุนนางอาวุโสเสนอให้ฟื้นฟูสภาที่ปรึกษาในพระองค์ หรือองคมนตรี ก็ตาม เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า หากสภามาจากการแต่งตั้งไม่ต่างอะไรกับสภาตรายาง และไทยยังไม่พร้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาของประชาชน

อย่างไรก็ดี กระแสความเรียกร้องประชาธิปไตย ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งเมืองทอลองประชาธิปไตย คือ ดุสิตธานี เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจในระบอบการปกครองประชาธิปไตย เริ่มจากการให้ตราธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล พ.ศ.2461 จัดตั้งนคราภิบาลเป็นองค์การการเมืองการปกครองสูงสุดมีอำนาจหน้าที่ทั้งนิติบัญญัติและบริหาร สภากรรมการนคราภิบาลมาจากการเลือกตั้งของทวยนาครหรือประชาชนในดุสิตธานี มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 1 ปี ผู้ได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นกรรมการนคราภิบาล ต่อมาที่เรียกว่า เชษฐบุรุษ ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนราษฎร ในเมืองทดลองประชาธิปไตยนี้ มีพรรคการเมือง 2 พรรคคือ พรรคโบว์สีน้ำเงิน และพรรคโบว์สีแดง ทั้งยังมีการออกหนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับ คือ ดุสิตสมัย และดุสิตสักขี และรายสัปดาห์ 1 ฉบับ คือ ดุสิตสมิต อีกด้วย แม้ดุสิตธานีดำรงอยู่เพียง 7 ปี โดยสลายตัวไปเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปีพ.ศ. 2468 และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศโดยรวม ประชาขนทั่วไปไม่ได้รับรู้ แต่การทดลองประชาธิปไตยมีผลต่อความคิดทางการเมืองของบรรดาเจ้านายและขุนนางไม่น้อย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ.2468 แม้พระองค์จะทรงตระหนักต่อสภาพที่คนเริ่มมีความคิดประชาธิปไตยและความต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศมากขึ้นทุกวัน และทรงเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญดังปรากฏในพระราชบันทึก DEMOCRACY IN SIAM และพระราชบันทึกถึงบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะพระยากัลยาณไมตรีและที่ปรึกษาชาวต่างประเทศเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการเมืองการปกครองของสยามโดยเฉพาะปัญหารัฐธรรมนูญว่าควรจะเปลี่ยนรูปการปกครองเป็นแบบรัฐสภาโดยมีผู้แทนปวงชน ควรมีนายกรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติและรูปแบบของสภาจะเป็นเช่นไร แต่ทว่า ในที่สุด พระองค์และที่ปรึกษาทรงเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยยังไม่เหมาะสมกับประเทศไทย และจะเป็นผลสำเร็จได้ยากในประเทศสยาม ระบอบประชาธิปไตยอาจถึงกับเป็นอันตรายต่อประโยชน์อันแท้จริงของประชาชน กล่าวเฉพาะรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงไม่แน่ใจว่า จะทำหน้าที่ในการร่างกฎหมายได้ดีกว่าหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว อาจจะเป็นการทำให้งานล่าช้าลงด้วย นอกจากนี้อาจมีการวิจารณ์การทำงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงของตน รวมทั้งไม่มีงบประมาณที่จะใช้จ่ายให้กับสมาชิกสภา ระบอบรัฐสภาตัวแทนประชาชนยังเป็นไปไม่ได้ในสยาม หากรัฐสภาปราศจากการควบคุมจากประชาชนแล้วอาจจะนำไปสู่รัฐสภาเผด็จการได้ ทั่งนี้เพราะรัฐสภาจะประสบความสำเร็จได้ย่อมขึ้นกับความรู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงควรรอให้ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้นก่อนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อำนาจควรอยู่ที่พระมหากษัตริย์ไปก่อน ดังนั้นในร่างรัฐธรรมนูญ 12 มาตราของพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศที่ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยรัฐสภา

ทางด้านกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หนึ่งในคณะอภิรัฐมนตรีก็ทรงเขียน MEMMORANDUM ถึงพระยากัลยาณไมตรี ไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วยต่อการมีรัฐสภา หากกับการมีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเลือกและถอดถอนรัฐมนตรี และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้พระยาศรีวิสารวาจาและในายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ ร่างรัฐะรรมนูญอีกครั้ง ซึ่งต่างกับครั้งก่อนอยู่บ้างคือ แม้ผู้ได้รับมอบหมายโดยเฉพาะนายเรมอนด์ บี. สีเวนส์จะไม่เห็นด้วยที่จะให้มีรัฐบาลระบบรัฐสภาในขณะนั้น แต่ในร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้ชื่อว่า AN OUTLINE OF CHANGES IN THE FORM OF THE GOVERNMENT และในบันทึกของเขามีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสภานิติบัญญัติ ใจความสำคัญคือ ถ้าจะมีสภานิติบัญญัติ สภานิติบัญญัติในระยะแรกควรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง เพราะสภาที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดอาจไม่เป็นอิสระเพียงพอ และอาจไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวแทนมหาชน ในทางกลับกันสภาที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหากไม่ใช่บุคคลที่มีประสบการณ์และความรู้ในการวินิจฉัยกิจการบ้านเมือง สำหรับการเลือกตั้ง ในโครงร่างว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐบาลสยาม เสนอให้ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม

ความคิดการตั้งรัฐสภาต้องมีสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมาจากการแต่งตั้งของประมุขหรือพระมหากษัตริย์ และวิธีการเลือกตั้งทางอ้อมดังกล่าวนี้ มาปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

2.การวางรากฐานระบบรัฐสภาของคณะราษฎร

เมื่อคณะราษฎรอันประกอบด้วยข้าราชการทหารและพลเรือนระดับกลางจำนวน 99 คน ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ดำเนินการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย โดยประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยแทนราษฎรร่วมกับกษัตริย์ คณะกรรมการาษฎรและศาล (มาตรา 2) มีอำนาจหน้าที่ออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย ดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้ใดผู้หนึ่ง (มาตรา 8-9) และที่สำคัญ สภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะกรรมการราษฎร หรือนายกรัฐมนตรี และให้ความเห็นขอบต่อการแต่งตั้งกรรมการหรือรัฐมนตรี ทำให้เป็นรัฐบาลระบบรัฐสภา (PARLIAMENTARY GOVERNMENT) การดำรงอยู่การดำเนินงานและการสิ้นสุดของรัฐบาลขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำคัญ

กล่าวเฉพาะรัฐสภา ที่คณะราษฎร์ตั้งขึ้นเป็นระบบสภาเดียวคือ สภาผู้แทนราษฎร แต่มีสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งของราษฎรและการแต่งตั้ง แม้จะไม่มีหลักฐานว่าหลวงประดิษฐ์ มนูธรรม เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้ นำความคิดระบบสภาเดียวมาจากประเทศไหน แต่ความคิดที่ให้สภามีสมาชิก 2 ประเภทน่าจะมาจากกระแสความคิดช่วงก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครองดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะมีเหตุผลและหลักการคล้ายคลึงกันอันปรากฏชัดในมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามหรือรัฐธรรมนูญชั่วคราวและมาตรา 65 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 หรือฉบับถาวร คือ เมื่อราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ยังมีการศึกษาไม่จบประถมศึกษาสามัญมากกว่ากึ่งจำนวนทั้งหมด และอย่างช้าต้องไม่เกินกว่า 10 ปี นับตั่งแต่วันใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภทมีจำนวนเท่ากัน

1. สมาชิกประเภทที่ 1 ได้แก่ผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นตามเงื่อนไขในบทบัญญัติมาตรา 16.17

2. สมาชิกประเภทที่ 2 ได้แก่ผู้ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างเวลาใช้บทบัญญัติเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

ระบบรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรที่คณะราษฎรตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งเป็นรัฐสภาระบบสภาเดียว มีสมาชิก 2 สภาฯ 2 ประเภท แม้จะมีเหตุผลและจำเป็นในระยะแรกของการปฏิวัติและสถาปนาระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานที่ไม่ดีให้กับรัฐสภาไทย และส่งผลยาวไกลอีกไม่น้อย ยิ่งในระยะแรก คือ หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ให้คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารคือ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ เป็นผู้แต่งตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นจำนวน 70 คน เป็นสมาชิกสภา (มาตรา 10) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสำคัญของคณะราษฎร์และเป็นข้าราชการยิ่งทำให้รัฐสภาต้องขึ้นต่อของคณะราษฎร์และฝ่ายบริหารอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ควรต้องชี้อีกว่า ในการเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาราษฎรชุดนี้ต้องกล่าวคำปฏิญาณตามหลวงประดิษฐ์มนูธรรมว่า จะซื่อสัตย์ต่อคณะราษฎร์และจะช่วยรักษาหลัก 6 ประการของคณะราษฎร์ไว้ให้มั่นคง ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้การชี้นำทางความคิดการเมืองของคณะราษฎร์อีกทางหนึ่ง

ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวนี้ จึงไม่ค่อยมีปัญญหาความขัดแย้งกับคณะราษฎร์และคณะกรรมการราษฎรที่มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานหรือนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่า บทบาทสำคัญที่สุดของสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวนี้คือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งสืบทอดหลักการของฉบับชั่วคราวทั้งหมดโดยเพิ่มหมวดว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม เปลี่ยนชื่อเรียกรัฐบาลจาก คณะกรรมการราษฎรเป็น คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 14 นายต้องเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เหลือจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ และเปลี่ยน กษัตริย์ เป็น พระมหากษัตริย์

สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2475 ตามรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร์ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของประเทศไทย ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม โดยให้ราษฎรทุกจังหวัดเลือกตั้งผู้แทนตำบลก่อน ผู้แทนทุกตำบลเลือกผู้แทนราษฎรจำนวน 78 คน และมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า สมาชิกประเภทที่ 2 จำนวนเท่ากัน แม้จะยังอยู่ภายใต้การนำของคณะราษฎร์และขึ้นต่อรัฐบาล และในเวลาต่อมาเมื่อคณะรัฐมนตรีที่มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่วนใหญ่เป็นขุนนางจากระบอบเก่า (รัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกของคณะราษฎร์มี 10 คน แต่เป็นรัฐมนตรีลอยทั้งหมด) พยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของระบอบเก่ามากขึ้น เช่น ไม่ยอมให้ตั้งสมาคมการเมืองหรือพรรคการเมืองของ สมาตมคณะชาติ รวมทั้งห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง และที่สำคัญมีความขัดแย้งกับคณะราฎร์โดยเฉพาะในเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า สมุดปกเหลือง ของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( นายปรีดี พนมยงค์ ) ที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงประบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเป็นแบบคอมมิวนิสต์รัสเซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จำนวนมากก๋เริ่มคัดค้านต่อต้านรัฐบาล ยิ่งฝ่ายรัฐบาลแสดงอำนาจให้หน่วยทหารมายืนตรวจค้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนเข้าประชุม อ้างว่าเมื่อวันก่อนมีคนพกอาวุธปืนเข้ามา ทำให้สมาชิกหลายคนรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลอย่างมาก อาทิ หลวงเดชาติวงศ์วรวัฒน์ หลวงโกวิทย์ อภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) ถึงกับโจมตีคณะรัฐมนตรีว่าเป็น ดิกเตเตอร์ (นักเผด็จการ) และยืนยันว่าอำนายสภาย่อมอยู่เหนือคณะรัฐมนตรี

สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อในวันต่อมา รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงฉวยโอกาสออกพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและให้ตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน 2475 การกระทำของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีดังกล่าวนี้ ไม่เพีงแต่เป็นการใช้อำนาจบาทใหญ่ต่อสภาผู้แทนราษฎร หากยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเริ่มต้นมาไม่ถึง 1 ปีอีกด้วย สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมี่อพระยามโนปกรณ์ฯอาศัยพระราชกฤษฎีกานี้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ฉบับแรกขึ้นมุ่งหวังที่จะข่มขู่คุกคามคณะราษฎร์ฝ่ายหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้สนับสนุนเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวและที่สำคัญ การออกพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบาง

มาตรา ทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่พระยามโนปกรณ์ฯเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งประกอบด้วยขุนนางระดับพระยาหรือข้าราชการอวุโสจากระบอบเก่าได้กุมอำนาจการเมืองค่อนข้างเด็ดขาด ด้วยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัชการที่ 7 คณะรัฐมนตรีได้กลายเป็นองค์กรทางการเมืองเดียวที่ใช้อำนาจทึ้งทางบริหารและนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันก็พยายามกดดันสมาชิกหนุ่มของคณะราษฎร์ฝ่ายพลเรือนออกไปจากเวทีการเมืองโดยเฉพาะบีบให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ต่อมารัฐบาลสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนคณะราษฎร์หลายฉบับ แต่ 3 เดือนต่อมา ผู้นำทหารฝ่ายคณะราษฎร์ที่ยังสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมี พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.ท. หลวงพิบูลสงครามและนาวาโทหลวงศุภชลาศัยได้นำกองกำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476

หลังจากรัฐประหาร คณะราษฎร์กลับมามีอำนาจทางการเมืองสูงสุดอีก สภาผู้แทนราษฎรกลับมาทำหน้าที่ต่อไป โดยให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล การเมืองไทยก็เข้าสู่สมัยรัชบาลของพระยาพหลฯเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่คณะราษฎร์พยายามผลักดันระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวรุดหน้า ทางด้านสภาผู้แทนราษฎรก็ทำหน้าที่ค่อยมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะชุดที่ 2 ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2480 อันเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ประเภทที่ 1 การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งทางตรง แบบแบ่งเขต แต่ละเขตมีผู้แทนราษฎรได้ 1 คน จำนวนผู้แทนทั้งหมด 91 คน สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทั้งสมาชิกประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งชุดเดิม และพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเพิ่มอีก 13 คนค่อย ๆ ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเข้มข้นและมีบทบาทสำคัญในการตัดสินปัญหานโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นอิสระ เช่น ลงมติไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไปทำความตกลงกับต่างประเทศเรื่องการจำกัดโควต้ายาง เป็นเหตุให้รัฐบาลแพ้คะแนนเสียงในสภา และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพระยาพหลฯต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือนกันยายน 2477 แล้วก็กลับมาเป็นอีก

ในการทำหน้าที่ควบคุมฝ่ายบริหาร นอกจากการกระทู้ถามแล้ว สภาชุดนี้ได้เปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาลถึง 13 ครั้ง ภายในสภาผู้แทนฯ เริ่มแบ่งเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ดูเหมือนว่าสมาชิกสภาผู้แทนฯจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีบทบาทเด่นอย่างมาก ครั้นรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่แถลงไว้ และไม่สามารถแก้ปัญหาของชาติและประชาชน เสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาฯค่อยๆลดน้อยถอยลง สุดท้าย เมื่อฝ่ายรัฐบาลแม้มติการขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎรที่ให้รัฐบาลแสดงรายละเอียด หลักเกณฑ์ การคำนวณภาษี สถิติ ฯลฯ ในการเสนองบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเสนอโดยนายถวิล อุดล ส.ส. จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2481 ทำให้นายกรัฐมนตรีพระยาพหลฯลาออก เนื่องด้วยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภาฯนี้ แต่คณะผู้สำเร็จราชการไม่รับใบลา พระยาพหลฯจึงใช้วิธีการยุบสภา ด้วยเหตุผลดังกล่าว รวมทั้งเห็นว่า ผู้แทนราษฎร์ชุดนี้เป็นอันมากไม่สนใจฟังคำชี้แจงของรัฐบาล และมิได้คำนึงถึงความเสียหายอันจะพึงมีแก่ประเทศชาติ จากนั้น ก็จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 พฤศจิกายน อันเป็นที่มาของสภาราษฎรชุดที่ 4 และรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามซึ่งถือว่าเป็นสภาและรัฐบาลของคณะราษฎร์ติดต่อกันอีกกว่า 5 ปี

ในช่วงรัฐบาลนี้แม้พลตรีหลวงพิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีผู้เป็นผู้นำทหารหนุ่มของคณะราษฎร์ ผู้ปราบกบฏบวรเดช และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะมีแนวโน้มรวบอำนาจ และควบอีก 2 ตำแหน่งคือ รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีมหาดไทย และปราบปรามฝ่ายค้านคณะราษฎร์อย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ก็ยังรักษารูปแบบการเมืองการปกครองประชาธิปไตย ยึดถือรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 การเลือกตั้งและรัฐสภา ในช่วงแรก รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีบทบาทค่อนข้างมากเหมือนเดิม ผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. รวมกันเป็นกลุ่มอย่างเด่นชัด เช่น กลุ่มนายควง อภัยวงศ์ กลุ่ม ส.ส. อีสาน ที่มีนายทองอิน ภูริพัฒน์ ส.ส. อุบล นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง นายเตียง ศิริขันฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายค้านรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2483 หลายคนในกลุ่มนี้เคยคัดค้านการแก้ไขบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เสนอโดยฝ่ายรัฐบาล เพื่อขยายเวลาการมีสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ไปอีก 10 ปีอย่างรุนแรง แต่ในระยะต่อมา ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.อ. พิบูลสงคราม ดำเนินนโยบายชาตินิยมและรัฐนิยม ลัทธิทหาร และ ลัทธิผู้นำ ได้เกิดสงครามอินโดจีน สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎรก็ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐบาล แล้วก็เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ในบั้นปลายสงครามโลกฯ เนื่องจากความผิดพลาดในการนำประเทศเข้าร่วมวงไพบูลย์ของเอเซีย ยอมให้ญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทยและสถานการณ์การเมืองภายในประเทศนานาประการ ทำให้ ส.ส. กลุ่มเสรีไทยสามารถชี้นำสภาผู้แทนราษฏรคว่ำร่าง พ.ร.บ. ระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์และร่าง พ.ร.บ. อนุมัติพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธมณฑล พ.ศ. 2487 ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงครามต้องลากออกเมื่อเดินกรกฎาคม 2487 โดย นายควง อภัยวงศ์ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาสถานการณ์สงคราม ต่อด้วยรัฐบาลนายทวี บุญยเกตุ และรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช

ในช่วงสมัยหลังสงครามโลก (พ.ศ.2488-2490) ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรกลับมาเป็นองค์การสูงสุดทางการเมืองอีกครั้ง แล้วก็สมาชิกสภาเริ่มรวมกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มตามแนวความคิด กลุ่มแรกมีแนวทางเสรีนิยมและสังคมนิยมล้อมรอบนายปรีดี พนมยงค์ กลุ่มที่ 2 เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม มีนายควง อภัยวงศ์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นแกนกลุ่มที่ 3 เป็นฝ่ายอำนาจนิยมสนับสนุนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมาทั้ง 3 กลุ่มกลายเป็นพรรคการเมือง กลุ่มแรกเป็นพรรคสหชีพ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 2 เป็นพรรคก้าวหน้า และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนกลุ่มที่ 3 เนื่องจากจอมพล ป.พิบูลสงครามถูกจับในข้อหาอาชญากรสงคราม จึงไปจัดตั้งพรรคการเมืองกันภายหลัง แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ต้องสิ้นสุดโดยพระราชกฤษฎีกายุบสภาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เนื่องจากไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ. อาชญากรสงครามที่รัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ เสนอ หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 จำนวน 96 คนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2489 และนายควง อภัยวงศ์ ได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล 2 เดือนต่อมา สภาผู้แทนราษฏรชุดใหม่ก็ทำให้รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ 2 เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชน หรือการให้ปักป้ายราคาสินค้าที่นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส. อุบลราชธานี หัวหน้าพรรคสหชีพ เป็นผู้เสนอและสภาลงมติเห็นชอบด้วย 65-63 เสียง นายปรีดี พนมยงค์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา ท่านก็ได้สานต่อความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่า ประกาศใช้มายาวนานพอสมควร สภาพการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ในที่สุด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ผ่านสภาสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่นี้ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 อันเป็นรัฐธรรมนูญไทยที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้รัฐสภาไทยเป็นระบบ 2 สภามาจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ มีสภาผู้แทนราษฎรและพฤฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชน เป็นสภาล่าง พฤฒิสภาเป็นสภาสูง มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเช่นกัน แต่ใช้วิธีการทางอ้อมและลับ คุณสมบัติของสมาชิกพฤฒิสภาจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยดำรงตำแหน่งทางราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่าระดับหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และที่สำคัญ สมาชิกพฤฒิสภาจะต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น พฤฒิสภามีฐานะและอำนาจเกือบเท่ากับสภาผู้แทนราษฏร เช่น ประธานพฤฒิสภาเป็นผู้ร่วมลงนามกับประธานสภาผู้แทนรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี

อนึ่ง ในช่วงยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรรมการผู้ร่างได้ขอสำเนารัฐธรรมนูญของอเมริกาเพื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบโดยขอจากนาย KANNET LANDON นักการทูตที่เคยประจำประเทศไทย คงได้รับอิทธิพลทางความคิดอเมริกา นอกจากอังกฤษและฝรั่งเศสอีกด้วย

ทว่า ในวาระเริ่มแรก รัฐธรรมนูญให้มีองค์การเลือกตั้งอันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่เลือกตั้งสมาชิกพฤฒิสภาจำนวน 80 คนภายใน 15 วัน ปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายของนายปรีดี พนมยงค์ ฝ่ายประชาธิปัตย์ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเลือกตั้งเพิ่มอีก 82 คน ตามจำนวนราษฎรโดยถือเกณฑ์ราษฎรหนึ่งแสนคนต่อผู้แทน 1 คน ในขณะนั้น ราษฎรไทยมีประมาณ 17 ล้านคน การเลือกตั้งนี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2489 ทำให้สภาผู้แทนฯ มีสมาชิกทั้งหมด 178 คน เมื่อบวกกับสมาชิกพฤฒิสภา รัฐสภาไทยก็ใหญ่โตขึ้นทางปริมาณ โชคร้าย รัฐสภาระบบใหม่นี้อยู่ได้ 3 เดือนกว่าก็ถูกยุบเลิกด้วยรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 รัฐสภาชุดนั้นได้ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแข็งขัน สมาชิกสภาไม่เพียงแบ่งเป็ฯพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างชัดเจนเท่านั้น หากยังแบ่งแนวทางความคิดการเมืองระหว่างสองกลุ่มนี้จึงดุเดือด รุนแรง ดังในสมัยรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งที่สืบทอดจากรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ นายควง อภัยวงศ์ ส.ส. จังหวัดพระนคร หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์ ผู้นำฝ่ายค้านได้เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะในการดำเนินนโยบายการรักษาความสงบภายใน ความมั่นคงทางการเงินของชาติ ทางเศรษฐกิจ การต่างประเทศ การใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ การรักษาฐานะของข้าราชการ การศึกษาของชาติ และกรณีสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปครั้งที่ 17ของรัฐสภาไทย เป็นการอภิปรายทั่วไปที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่วันที่ 19-26 พฤษภาคม 2490 และทำให้คณะรัฐมนตรีต้องถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งภายหลังสภาลงมติไปแล้ว 1 วัน แต่ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลต่อไป เพราะยังกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม การแบ่งเป็นฝักฝ่ายและการต่อสู้ทางการเมืองดังกล่าว ทำให้รัฐสภาเริ่มมีภาพพจน์ไม่ดีในสายตาของประชาชนว่า มีแต่ความขัดแย้ง วุ่นวาย คำนึงแต่ผลประโยชน์ของพรรคของกลุ่ม ฯลฯ นี่เป็นเงื่อนไขทางการเมื่องอย่างหนึ่งที่ทำให้คณะทหารนำโดยพล.ท.ผิน ชุณหะวัณและบรรดานายทหารหนุ่มที่มี พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นแกนนำ ดำเนินการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ที่เพิ่งประกาศใช้และรัฐสภาที่เพิ่งตั้งขึ้น

รัฐประหาร 8 พ.ย. ไม่เพียงแต่เป็นการทำให้คณะราษฎร์หมดอำนาจ ลงไปจากเวทีการเมืองไปอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทหารเข้ามาแทรกแซงและควบคุมการเมือง มีอำนาจทางการเมือง และเป็นพลังทางการเมืองสำคัญที่สุดของประเทศไทยเป็นเวลายาวนานกว่า 25 ปีจนถึงกรณี 14 ตุลาคม 2516 และมีบทบาททางการเมืองมาถึงปัจจุบัน จากนั้นมา รัฐบาลทุกชุดจะอยู่ได้ก้ด้วยการค้ำจุนของกองทัพ นายกรัฐมนตรีที่จะสามารถบริหารประเทศได้นานก็ต้องเป็นนายทหาร รัฐสภาไทยก็ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ต้องขึ้นต่อทั้งรัฐบาลและกองทัพ ดังจะกล่าวต่อไป

3.วิถีการดำเนินของรัฐสภาไทยภายใต้การเมืองที่ครอบงำด้วยทหาร

นับตั้งแต่รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 จนถึงสมัย ร.ส.ช.(พ.ศ.2534) รัฐสภาส่วนใหญ่จะเป็นระบบ 2 สภา สภาสูงมากจากการแต่งตั้งและสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยกเว้น ในระหว่างปี พ.ศ.2495-2501 ที่กลับไปเป็นระบบสภาเดียว ซึ่งในทุกระยะ รัฐสภามีสภาพอ่อนแอ ไม่มีพลัง ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนอย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ถูกควบคุมกำกับจากอำนาจนอกระบบหรือจากผู้มีอำนาจการเมืองและการทหาร สภาสูงกลายเป็นสภาสนับสนุนรัฐบาล สภาล่างหรือสภาผู้แทนมีความหมายแค่ผ่านกฎหมาย และเป็นสถาบันทางการเมืองสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเท่านั้น

ในระยะเวลา 40กว่าปีนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 7 ชุด คือ สภาผู้แทนชุดแรกมาจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2491 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางตรง แบบรวมเขต สภาชุดนี้มีสมาชิกเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 โดยในช่วงแรก อยู่ใต้รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ที่คณะรัฐประหารเชิญมาเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา แต่เมื่อรัฐบาลนายควงถูกคณะทหาร จี้ ให้ลาออกเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 และจอมพลป.พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง สภาผู้แทนราษฎรและระบบรัฐสภาโดยรวมยิ่งซบเซาลงไปอีก ฝ่ายทหารได้แผ่อิทธิพลเข้าครอบคลุมฝ่ายนิติบัญญัติด้วยการให้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปต่างๆ ในระหว่าง พ.ศ.2492-2494 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนพรรคย้ายพรรคอยู่ตลอดเวลา

และที่สำคัญ คณะรัฐประหาร 2490 และรัฐบาลจอมพล ป. ได้กีดกันและขจัดนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยมออกไปจากเวทีการเมืองและรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้จึงแทบไม่มีนักการเมืองแนวสังคมนิยม นักการเมืองต้องลี้ภัยไปต่างประเทศกันไม่น้อย อดีตผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีที่เคยมีบทบาทเด่นถูกสังหาร เช่นการยิงทิ้ง 4 รัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ (ส.ส.อุบลฯ) นายถวิล อุดล (ส.ส.ร้อยเอ็ด) นายจำลอง ดาวเรือง (ส.ส.มหาสารคาม ดร.ทองเปลว ชลภูมิ (ส.ส.พระนคร) การสังหารนายเตียง ศิริขันฑ์

ความจริงแล้ว ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2490 ที่คณะรัฐประหารเขียนขึ้นมาใช้ซึ่งมีฉายาว่า รัฐธรรมนูญแบบตาตุ่ม และตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 ที่ยกร่างกันในเวลาต่อมา ได้ให้อำนาจแก่สภาผู้แทนราษฎรไว้ไม่น้อยไปกว่ายุคก่อนๆ เป็นต้นว่า คณะรัฐมนตรีต้องขอความไว้วางใจจากรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรก่อนจึงจะเข้าบริหารประเทศได้ แต่ในความเป็นจริง ถูกคณะรัฐประหารครอบงำเกือบจะทุกด้าน ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องระมัดระวังที่จะทำอะไรขัดแย้งกับคณะรัฐประหาร หรือฝ่ายทหารมากนักไม่ได้ จะเห็นได้ว่า ในช่วงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพียงครั้งเดียว สมาชิกวุฒิสภา หรือ สภาสูงซึ่งมาจากการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 ได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไป 1 ครั้ง เช่นกัน เรื่องการปราบกบฏจลาจล 29 มิถุนายน2494 หลวงศรรีธรรมราชกับคณะเป็นผู้เสนอ การอภิปรายทั่งไปของวุฒิสภาครั้งนี้ซึ่งมีขึ้นวันที่ 27-30 ตุลาคม และ 2-3 พฤศจิกายน แม้จะเป็นการอภิปรายทั่วโดยไม่มีการลงมติ แต่ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจวุฒิสภามากขึ้น ดังนั้นหลังจากยึดอำนาจการปกครองของคณะบริหารประเทศชั่วคราว หรือรัฐประหารเงียบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 อันเป็นเหตุทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสุดลง สัปดาห์ต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงครามก็จัดการให้มีพระบรมราชโองการให้นำรัฐธรรมนูญห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2475 มาใช้ไปพลางก่อน อันมีผลให้วุฒิสภาชุดนี้สิ้นสุดลงไปด้วย

ก่อนที่จอมพล ป.พิบูลสงครามนำรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มาใช้ใหม่ ทำให้รัฐสภาไทยกลับไปสู่ระบบสภาเดียว แต่มีสมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งของราษฎร และเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง โดยทางรัฐบาลได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่1 จำนวน 123 คน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2495 เป็นการเลือกตั้งทางตรงแบบรวมเขต ดูเหมือนว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่นี้ก็เหมือนกับชุดที่แล้ว คือ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐบาลและคณะทหาร ทำแต่หน้าที่นิติบัญญัติออกกฎหมายเป็นหลัก ไม่อาจทำหน้าที่ควบคุมฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลได้นอกจากการกระทู้ถามรัฐมนตรีเท่านั้น แล้วก็แย่ไปกว่าชุดก่อนเพราะไม่มีการขออภิปรายทั่วไปเลย สาเหตุสำคัญ นอกจากถูกควบคุมโดยรัฐบาลและฝ่ายทหารแล้ว สภาพทางการเมืองทั่วไปก็กดดันอยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้กุมอำนาจการเมืองและรัฐบาลมีแนวโน้มเผด็จอำนาจ ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการข่มขู่ คุกคาม ปราบปรามกลุ่มการเมืองและกลุ่มความคิดที่แตกต่างกับตน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยม จนบางกลุ่มโดยเฉพาะทาหรฝ่ายสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พยายามใช้กำลังเพื่อโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งรัฐบาลยอมให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเรืองอำนาจ การเมืองยิ่งเข้าสู่ยุค ทมิฬ มากขึ้น แล้วก็รัฐบาลไทยเกือบเป็น รัฐตำรวจ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายของยุคนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม หันกลับไปดำเนินนโยบายการเมืองแบบเสรีนิยม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก และผ่อนคลายความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล โดยยอมให้ประชาชนใช้เสรีภาพในการพูด การเขียน การชุมนุม ฯลฯ ซึ่งบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ ทั้งยังเสนอร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเข้าสู่สภา มีหลักการและเหตุผลว่าประเทศไทยได้ดำเนินระบอบประชาธิปไตยมากว่ายี่สิบปีแล้ว ควรแก่เวลาที่จะให้มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้น ซึ่งสภาเห็นชอบด้วย และลงมติประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2498 ทำให้พรรคการเมืองที่ดำรงอยู่กลายเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ และกลุ่มการเมืองทั้งหลายพากันไปจดทะเบียนพรรคการเมือง การเมืองไทยเริ่มมีสภาพเป็นการเมืองของพรรคการเมืองและรฐสภาก็เริ่มเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองมากยิ่งขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ในยุคจอมพล ป.พิบูลสงครามครั้งที่ 2 นี้ สภาผู้แทนราษฎรเริ่มเกิดปัญหาความประพฤติมิชอบของสมาชิกสภา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายว่า ผู้แทนกินจอบกินเสียม นัยว่าผู้แทนราษฎรยักยอกเงินงบประมาณในการซื้อจอบซื้อเสียมแจกชาวบ้านเข้าประเป๋าตัวเอง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ชุดนี้สิ้นสุดวาระ 4 ปี ตามรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์2500 ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันรุ่งขึ้น หรือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตจังหวัด จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 160 คน ผู้สมัครรับเลือกตั้งส่วนใหญ่สังกัดพรรคการเมืองซึ่งมีถึง 30 พรรค โดยมีพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถือว่าเป็นพรรครัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าเป็นพรรคฝ่ายค้าน สถานการณ์การเลือกตั้งจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองโดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลใช้กลวิธีการต่างๆ ทั้งอิทธิพล แจกสิ่งของ และฉ้อโกง จนพรรคเสรรีมนังคศิลามีชัยชนะโดยได้ ส.ส.จำนวน 46 คน พรรคฝ่ายค้านใหญ่ คือประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. เพียง 30 คน นอกนั้นเป็นพรรคขนาดกลางและพรรคเล็กอื่นๆได้ ส.ส. 11 คนบ้าง 9 คนบ้าง ทำให้ประชาชนไม่พอใจผลการเลือกตั้งอย่างมาก ทุกฝ่ายลงความเห็นเหมือนกันว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้สกปรกที่สุดเท่าที่มีมา นิสิตนักศึกษาจึงเดินขบวนเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่ไร้ผล เนื่องจากพรรคเสรีมนังคศิลามีเสียงในสภามากกว่าพรรคอื่นๆ และจอมพล ป.พิบูลสงครามยังมีอำนาจล้นพ้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงนำชื่อจอมพล ป.ทูลเกล้าให้ทรงแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์การเมืองค่อยๆตึงเครียด เพราะนอกจากความไม่พอใจของประชาชน และการต่อสู้ในสภาของฝ่ายค้านแล้ว ความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้นำทั้งในรัฐบาลและคณะทหารผู้เคยสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกประเภทที่ 2 เริ่มขยายตัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 บางส่วน แม้จะสังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา ก็เคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

ในกลางเดือนสิงหาคม นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้าใหญ่ได้รวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติขออแภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพื่อให้รัฐบาลแถลงข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ คือ ความสงบเรียบร้อย การบริหารการคลัง การต่างประเทศ การศึกษา มาตรฐานการครองชีพของประชาชน การดำเนินการด้านเศรษฐกิจ การป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่น การักษาสัจจะวาจา รัฐบาลไม่รับผิดชอบต่อประชาชน สภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไปในวันที่ 29-30 สิงหาคม 2500 ผลสืบเนื่องจากการอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามระส่ำระสาย รัฐมนตรีคนสำคัญ คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐมนตรีว่าการกลาโหม พล.ท.ถนอม กิตติขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหล และพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสหกรณ์ลาออก ในที่สุด จอมพลสฤษดิ์ ก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสุดลง แล้วตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยมีนายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศ และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 อีกครั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการชิงชัยระหว่างพรรคสหภูมิผู้สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับพรรคประชาธิปัตย์ และบรรดาพรรคแนวสังคมนิยม แลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า ผู้สมัครในนามพรรคสหภูมิซึ่งเป็นพรรคสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ได้รับเลือกตั้งมากกว่าสมาชิกพรรคอื่นๆ คือ ได้จำนวน 44 คน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 39 คน พรรคเล็กพรรคน้อยพรรคละ 2-3 คน และผู้สมัครไม่สังกัดพรรคใดจำนวน 59 คน

หลังจากวันเลือกตั้ง 6 วัน ผู้นำทหารและนักการเมืองกลุ่มจอมพลสฤษดิ์ได้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคชาติสังคม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าพรรค พล.ท.ประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค โดยดึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งมาได้จำนวน 80 คน และสมาชิกประเภทที่ 2 อีกร้อยกว่าคน รวมกันแล้วมีจำนวน 202 คน กลายเป็นเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด พรรคนี้ พูดให้ถึงที่สุดคือ จอมพลสฤษดิ์ ผู้มีอำนาจสูงสุดก็หนุนให้พลอ.ถนอมกิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ทำหน้าที่อยู่ได้ 10 เดือนกว่าๆ ก็ถูกยุบเลิกพร้อมๆกับสถาบันการเมืองประชาธิปไตยทั้งปวงเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 สถาปนาระบอบเผด็จการทหารอย่างสมบูรณ์มาปกครองประเทศ จากนั้นมาเป็นเวลา 10 ปี ประเทศไทยเราไม่มีสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาแบบประชาธิปไตย มีแต่สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ จำนวน 240 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารตำรวจ และข้าราชการพลเรือน จึงไม่ถือเป็นรัฐสภา บทวิจัยนี้จึงไม่ครอบคลุมถึง

รัฐสภาแบบประชาธิปไตยมีขึ้นอีกครั้งภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้เวลาร่างยาวนานเกือบ 10 ปี ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐสภากลับไปเป็นระบบ 2 สภา โดยวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์มีอำนาจกว้างขวางกว่าวุฒิสภาที่เคยมีมา จำนวนก็มีมากถึงสามในสี่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยะเวลาการดำรงสมาชิกภาพก็มีมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทน คือคราวละหกปี สภาพเช่นนี้ วุฒิสภาจึงมิใช่สภากลั่นกรองหรือ สภาพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎร หากเป็นสถาบันทางการเมืองที่ค้ำจุนอำนาจและเสถียรภาพของรัฐบาลโดยแท้ และที่สำคัญมีการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารออกจากันมากขึ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกรัฐสภาในขณะเดียวกันมิได้ หรืออีกนัยหนึ่ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีมิได้ คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา เพียงไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็พอ แต่ยังดีที่ยอมให้สมาชิกรัฐสภามีสิทธิเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลหรือคณะได้ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 128)

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่10 กุมภาพันธ์ 2512 ซึ่งส่วนข้างมากเป็นสมาชิกสังกัดพรรคสหประชาไทยของกลุ่มจอมพลถนอม กิตติขจร พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ซึ่งสืบทอดอำนาจมาจากจอมพลสฤษดิ์ จำนวน 76 คน สมาชิกอิสระไม่สังกัดพรรคใด 71 คน โดยมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 7 คน พรรคแนวร่วมเศรษฐกร 4 คน พรรคประชาชน 2 คน เป็นฝ่ายค้าน จึงไม่เป็นแต่ต้องยอมผู้นำรัฐบาลเก่าคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลต่อไปเท่านั้น หากไม่ผู้ใดเป็นรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้ เมื่อบวกกับวุฒิสมาชิกที่เป็นทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเกือบทั้งหมด รัฐสภาไทยในช่วง ประชาธิปไตย ระยะสั้น (พ.ศ.2511-2514) จึงไม่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายของชาติ ไม่อาจควบคุมฝ่ายบริหารอย่างจริงจัง และแม้แต่จะออกกฎหมายตามความต้องการของสมาชิกสภาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่าง สภาผู้แทนฯรับหลักการร่าง พ.ร.บ.การถ่ายทอดเสียงการประชุมสภาฯ เสนอโดยนายทองดี อิสราชีวิน ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว แต่เมื่อจอมพลถนอม นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ซึ่งเคยแจ้งให้ประธานสภาฯทราบในการพิจารณาวาระแรก พอเข้าสู่วาระที่ 3 ผู้นำรัฐบาลสามารถทำให้ พ.ร.บ.นี้ตกไปด้วยคะแนน 121 ต่อ 84 เสียง

ควรต้องยกย่องสมาชิกสภาหรือ ส.ส.ฝ่ายค้านสมันนั้น เพราะส่วนใหญ่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ด้วยวิธีการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในปัญหาการเมือง การบริหาร เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ ฯลฯ อย่างตรงไปตรงมา และการอภิปรายในสภาโจมตีรัฐบาลว่ายังมีลักษณะเผด็จการ คอรัปชั่น โกงกิน เหมือนช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ

แม้การดำรงอยู่และเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากนัก แต่ถ้าร่าง พ.ร.บ. สำคัญๆ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็ต้องลาออกหรือยุบสภา ดังนั้น ผู้นำรัฐบาลต้องคอยให้ผลประโยชน์ในรูปต่างๆ แก่ ส.ส.ของพรรคสหประชาไทย และ ส.ส.อิสระจำนวนหนึ่งแทบทุกครั้ง ครั้นเมื่อ ส.ส.พรรคสหประชาไทยแสดงความไม่ลงรอยกับบรรดารัฐมนตรีซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และหลายคนเป็นนายพลกลุ่มเผด็จการเพิ่มขึ้นทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐบาลอย่างรุนแรง จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีก็ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ยึดอำนายการเมืองการปกครอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ล้มเลิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็หายไปจากเวทีการเมืองจของประเทศอีก 2 ปี

แล้วชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของนักศึกษาและประชาชนต่อระบบเผด็จการใน กรณี 14 ตุลาคม 2516 ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างไม่เคยมาก่อน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพค่อนข้างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น หากยังส่งผลให้นักเรียน นิสิตนักศึกษและประชาชนทุกกลุ่มมีความตื่นตัวทางความคิดและการเมืองอย่างขนานใหญ่ เกิดกระแสการต่อสู้ของประชาชนผู้เสียเปรียบ กรรมกร ชาวนา และกระแสสังคมนิยมอีกด้วย

กล่าวทางด้านการเมืองและการปกครองระบอบประชาธิปไตย ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองคมนตรีซึ่งได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อคลี่คลายสถานการณ์การปราบปรามและการต่อต้านการปราบปรามของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน ทำให้วีรชนสูญเสียชีวิตไปกว่า 70คนและบาดเจ็บหลายร้อยคน ก็จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศแทนรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตามความเรียกร้องของขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชน ต่อมา เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 299 คนมาจากการแต่งตั้งของจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ ถูกกระแสเรียกร้องให้ลาออกจนยื่นใบลาออกกันเกือบหมด แล้วมีการตั้งสมัชชาแห่งชาติประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มทางสังคมและดกลุ่มผลประโยชน์และบุคคลจากสาขาอาชีพต่างๆจำนวน 2,347 คน เพื่อเลือกตั่งสมาชกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่ในวันที่ 18 ธันวาคม 2516 สภานิติบัญญัติชุดนี้มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517

อนึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่นี้ยังทำหน้าที่นิติบัญญัติและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องการให้สภาฯเป็นพลังทางการเมืองคอยยับยั้งการดำเนินนโยบายก้าวหน้าของรัฐบาลและกระแสการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เอกราชของชาติ ความเป็นธรรมในสังคมและกระแสสังคมนิยม นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะมีสมาชิกที่เป็นนายทุนและข้าราชการชั้นสูงกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มดุสิต 99 เป็นหัวหอกในการคัดค้านรัฐบาลและต่อต้านประชาชน

กลับไปที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 บรรดานักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือ ระบบ 2 สภา วุฒิสภามีสมาชิกจำนวน 100 คน เป็นเพียงสภากลั่นกรอง อำนาจรัฐสภาที่แท้จริงอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร เพราะประธานสภาผู้แทนเป็นประธานรัฐสภา สภาผู้แทนเท่านั้นที่มีสิทธิเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือคณะ ฯลฯ สำหรับฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมดต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นสมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารประเทศได้ต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีต้องแสดงสินทรัพย์และหนี้สินของตนต่อประธานรัฐสภา(รัฐธรรมนูญมาตรา 181)

ในระยะ 3 ปีหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 มีสภาผู้แทนราษฎรสองชุด ชุดแรกจำนวน 269 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2518 อันเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกิน 3 คน ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกการเมืองซึ่งในขณะนั้นมีจำนวนมากกว่า 40 พรรค แต่ก็แบ่งเป็นกลุ่มๆ คือ พรรคของนักการเมืองที่เคยสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการมีพรรคธรรมสังคมและพรรคชาติไทยเป็นหลัก พรรคฝ่ายค้านเก่าคือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคแนวความคิดก้าวหน้าและสังคมนิยมคือ พรรคพลังใหม่ พรรคแนวร่วมสังคมนิยมและพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย สถานการณ์เลือกตั้งจึงเป็นการแข่งขันและการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองกลุ่มใหญ่ๆ และที่สำคัญ เป็นการต่อสู้ทางอุดมการระหว่างอนุรักษ์นิยมกับแนวความคิดสังคมนิยม หรือ ฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ผู้ประกาศตัวเป็น สังคมนิยมอ่อนๆ ได้ ส.ส.มากกว่าพรรคอื่นคือได้ 72 คน พรรคธรรมสังคมได้ 45 คน และพรรคชาติไทย 28 คน พรรคเกษตรสังคมได้ 19 คน พรรคกิจสังคมได้ 18 คน พรรคสังคมชาตินิยม 16 คน พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยได้ 15 คน พรรคพลังใหม่ได้ 12 คน พรรคแนวร่วมสังคมนิยมได้ 10 คน พรรคสันติชนได้ 8 คน นอกจากนั้นได้พรรคละคนสองคน

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ มีนักธุรกิจใหญ่น้อยลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งจำนวนมาก และได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจำนวนถึง 121 คน คิดเป็นร้อยละ 44.4 ของสมาชิกสภาทั้งหมด นับว่ามีจำนวนมากกว่าอาชีพอื่นๆ ปัญหาองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรนี้จะนำไปสรุปอย่างละเอียดในบทต่อไป

สรุป สภาผู้แทนราษฎรชุดแรกหลังกรณี 14 ตุลาคม เป็นสภาของฝ่ายกลางๆ และฝ่ายก้าวหน้า แต่เนื่องจากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมไม่อยากเข้าร่วมเป็นรัฐบาลรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พรรคนี้ไม่สามารถดึงพรรคอื่นๆ นอกจากพรรคเกษตรสังคมและพรรคสังคมชาตินิยมที่มี ส.ส.เพียง 19 และ 16 คนมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงมีเสียงในสภาไม่เกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ ต้องพ้นตำแหน่งไป จากนั้น พรรคกิจสังคมที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคแม้จะมี ส.ส.แค่ 18 คนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคธรรมสังคม และพรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวามาร่วมรวมกับพรรคเล็กอื่นๆอีก 2 พรรค พรรคประชาธิปัตย์จึงตกมาเป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคที่มีแนวความคิดสังคมนิยมฯ ปรากฏว่าพรรคเหล่านี้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้เป็นอย่างดี ในต้นเดือนสิงหาคม 2518 สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ 1 ครั้ง เรื่องไทยการ์ชุมนุมเรียกร้องค่าตอบแทน ผู้นำชาวนาถูกฆ่าตาย และโจรผู้ร้ายชุกชุมเสนอโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะ

เนื่องจากตลอดปี พ.ศ.2518 กระแสการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษาเพื่อเอกราชของชาติ ประชาธิปไตยของประชาชน และความเป็นธรรมในสังคม การต่อสู้ของมวลชนเพื่อสิทธิ ผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ และกระแสสังคมนิยมยังคงดำรงอยู่ ซึ่งส่งผลให้สังคมการเมืองแยกตัวเป็นฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานการณ์การเมือง การต่อสู้ในสภาและการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านดังกล่าวจึงไม่ค่อยมีผลทางการเมือง ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อผู้นำพรรคฝ่ายค้านบางพรรคคิดเตรียมเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเพื่อล้มรัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางกลุ่มสนับสนุน ที่สำคัญ ถ้าล้มรัฐบาลนี้ได้แล้ว พรรคแนวสังคมนิยม 3 พรรค คือ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่ แลพรรคแนวร่วมสังคมนิยมจะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งกลัวว่าฝ่ายซ้ายจะมีอำนาจการเมืองเข้าไปบริหารประเทศ จึงออกพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 มกราคม 2519 โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 เมษายน 2519

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้มีขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่พลังฝ่ายขวาทั้งในและนอกรัฐบาลใช้ทุกวิถีทางในการสกัดกั้นนักการเมืองหัวก้าวหน้าและสังคมนิยมและสถานการณ์ที่ภาพพจน์ของฝ่ายหลังนี้เลวร้ายเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นพวก หนักแผ่นดิน และขบวนการนักศึกษาประชาชนถูกทำลายลงไปอย่างมาก ผู้สมัครรับเลือกตั้งจาก 3 พรรคแนวสังคมนิยมได้รับเลือกตั้งเพียง 6 คน คือพรรคพลังใหม่ได้ 3 คน พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยได้ 2 คน และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมได้คนเดียว ทางพรรคฝ่ายขวาโดยเฉพาะพรรคชาติไทยได้ส.ส.เพิ่มขึ้น 2 เท่า คือได้ 56 คน ส่วนพรรคกิจสังคมได้ ส.ส. 45 คน เพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมและนายกรัฐมนตรีโดนพิษฝ่ายขวาและฝ่ายทหารไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ยังดีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากถึง 114 คน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง โดยมีพรรคชาติไทยมาร่วมด้วย ภายหลังการเลือกตั้ง สถานการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย ทวีความรุนแรง ผู้นำสักศึกษา กรรมกร ชาวนา ถูกทำร้าย ถูกฆ่าตายและถูกทางการจับกุมเพิ่มขึ้น การชุมนุม การเดินขบวนของนักศึกษาประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยแทบทุกครั้งจบด้วยเลือด คนบาดเจ็บและล้มตายจากการกระทำของอีกฝ่าย ทหารบางกลุ่มเริ่มคิดก่อรัฐประหาร เบื้องหน้าสถานการณ์เช่นนี้ อย่าว่าแต่สภาผู้แทนราษฎร แม้แต่แกนนำของรัฐบาลยังไม่สามารถทำอะไรได้

สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจรเดินทางกลับมาในเดือนกันยายน 2519 ตามแผนการของกลุ่มฝ่ายขวา ทำให้นักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเคลื่อนไหวต่อต้านอย่าขนานใหญ่ ทั้งยังส่งให้เกิดการอภิปรายในสภาฯ จน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีขอลาออก แต่ก็ได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีก สุดท้าย หลังจากการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านการกลับเข้ามาของจอมพลถนอม ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน กลุ่มพลังกึ่งทหารของฝ่ายขวาตั้งแต่รุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลางคืนวันนั้น คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้า ก็เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐสภา ยุบพรรคการเมืองและองค์การประชาธิปไตยทั้งหมด รวมทั้งจับกุมคุมขังผู้นำมวลชนผู้มีความคิดก้าวหน้าและสังคมนิยมทั่วประเทศ อันส่งผลให้นักศึกษาประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยหลบหนีและทยอยไปร่วมกับกองกำลังอาวุธหรือกองทัพปลดแอกประชาชนไทยของพรรคคอมมิวสนิสต์ในเขตป่าเขานับพันๆคน ยิ่งคณะปฏิรูปฯมอบให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ตัวยงเป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเผด็จการขวาจัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังวางแผนสร้างประชาธิปไตย 12 ปี ยิ่งทำให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านระบอบนี้และหันไปสนใจพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและเกิดความระส่ำระสาย ความแตกสามัคคีของคนในชาติมากขึ้น

เพื่อยับยั้งแนวโน้มอันนี้ คณะนายพลทหารชุดเดิมแต่คราวนี้มีพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงยึดอำนาจคืนด้วยการทำรัฐประหาร (แต่คณะผู้ทำเรียกว่า ปฏิวัติ) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 จากนั้น ก็เริ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย สร้างความสามัคคีในชาติ ดำเนินนโยบายช่วงชิงชนชั้นกลาง ใช้แนวทางการเมืองนำทหารในการต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ (พร้อม ๆ กับการออกกฎหมาย)และตั้งรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขึ้นมาบริหารประเทศ

การจัดทำรัฐธรรมนูญสำเร็จ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 ประเทศไทยเริ่มเดินเข้าสู่หนทางประชาธิปไตยระบบสภา(PARLIAMENTARY DEMOCRACY) อีกครั้ง โดยมีวุฒิสภาเป็นสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาล่างเหมือนระยะที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่วุฒิสภาใหม่นี้มีจำนวนข้างมาก คือ สามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเกือบ 13 ปี

กล่าวเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 นี้ มีทั้งหมด 4 ชุดภายใต้รัฐบาล 3 คณะ ชุดแรกมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2522 จำนวน 301 คน สมัยรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ชุดที่ 2 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2526 จำนวน 324 คน เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยุบสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งอันนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างทหารกับพลเรือน ชุดที่ 3 มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2529 จำนวน 347 คน ก็เป็นผลมาจากการยุบสภาของนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรม เช่นกัน รวมทั้งชุดสุดท้ายที่มาจากเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 จำนวน 357 คน ซึ่งเป็นชุดที่สนับสนุนให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย พรรคเสียงข้างมากเป็นนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรชุดหลังนี้สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารของคณะผู้รักษความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

ลักษณะเด่นของสภาผู้แทนราษฎรทุกชุดดังกล่าว คือ เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพรรคการเมืองที่กำลังเข้ายึดกุมเวทีการเมืองและมีอำนาจการเมืองมากขึ้นเป็นลำดับพรรคใหญ่ๆ คือ พรรคกิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคประชากรไทย ผลัดเปลี่ยนกันเข้าร่วมเป็นรัฐบาล ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการดำเนินระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 13 ปี อันทำให้สถาบันการเมืองโดยเฉพาะรัฐสภา พรรคการเมือง และกระบวนการประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างไม่ขาดตอน

สภาพทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจเฟื่องฟู สังคมทันสมัย ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองและมีเสรีภาพค่อนข้างมาก นักธุรกิจใหญ่น้อยกระโดดขึ้นสู่เวทีการเมือง เข้าร่วมพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร และ ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก ฯลฯ ยิ่งทำให้พรรคการเมืองและสภาผู้แทนราษฎรแม้จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลที่มีนายพลเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเช่น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และมีกองทัพค้ำจุน แต่ก็ยังทำหน้าที่ของตนและแสดงบทบาททางการเมืองอย่างคาดคิดไม่ถึง เช่น การคัดค้านจนล้มร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ริเริ่มมาจากฝ่ายทหารในปี พ.ศ.2526 การไม่อนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกในปลายเดือนเมษายน 2529 การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ซึ่งทั้ง 3 กรณีนี้เป็นเหตุสำคับของการยุบสภา

นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปทั้งเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีและไม่ลงมติจำนวนถึง 13 ครั้ง โดยอภิปรายทั่วไปในรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ 2 ครั้ง ในรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 8 ครั้ง สมัยพล.อ.ชาติชาย 3 ครั้ง ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี เช่น การอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลพล.อ.เปรม เกี่ยวกับปัญหาการนำไม้จากพม่า เสนอโดยนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ กับคณะ เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2529 ผลการลงมติ คะแนนไว้วางใจ 120 คน และไม่ไว้วางใจ 109 แม้ ร.ต.อ.สุรัตน์จะได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ แต่เนื่องจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง งดออกเสียง นัยว่าเพื่อกดดันนายกรัฐมนตรีให้ปลด ร.ต.อ.สุรัตน์จากตำแหน่ง จึงทำให้ ร.ต.อ.สุรัตน์ต้องขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะของรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลายครั้งถูกขัดขวางทั้งจากตัวพล.อ.เปรมเองและบรรดาผู้สนับสนุนด้วยวิธีการต่างๆ เคยทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องถอนชื่อในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนเมษายน 2530 ทำให้ญัตติขอเปิดอภิปรายฯ ตกไป บางครั้งใช้วิธีการทำร้ายผู้ปฏิบัติงานของพรรคกระทั่งการปาระเบิดบ้านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เพื่อสกัดกั้นการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจควรต้องสรุปอีกว่า สภาผู้แทนราษฎรในช่วงนี้ยังใช้คณะกรรมาธิการสภาฯ หลายชุด เช่นกรรมาธิการปกครอง กรรมาธิการแรงงาน กรรมาธิการสตรีและเยาวชน กรรมาธิการเศรษฐกิจ ค่อยๆกลายเป็นเวทีรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ไกล่เกลี่ย เจรจาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทุกวงการ รวมทั้งข้าราชการผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาจนถึงปัจจุบัน

สภาผู้แทนราษฎรคึกคักยิ่งข้นเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาในกลางปีพ.ศ.2532 และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในช่วงนั้นคือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา แต่อีกด้านหนึ่ง นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ.2522 ถึงรัฐประหารของ ร.ส.ช.เมื่อปี พ.ศ.2534 สมาชิกจำนวนมากพอสมควรของสถาบันนี้แสดงตัวเองในทางมิดีมิชอบ ไม่พึงปรารถนามากขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน เริ่มตั้งแต่การทุ่มเงินหาเสียงและซื้อเสียง ไม่มีคุณภาพและคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ อย่างหย่อนยาน แบ่งเป็นฝักฝ่าย คำนึงแต่ผลประโยชน์ของพรรคและของตนมากกว่าส่วนรวมโดยเฉพาะผู้ที่ได้เป็นรัฐมนตรีมักแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเงินทองดังที่เรียกในสมัยว่า ธุรกิจการเมือง เป็นหลัก ทางด้านสถาบันหรือรัฐสภา ก็เผยจุดอ่อนและข้อจำกัดนานาประการซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถาบันนิติบัญญัติไม่เข้มแข็ง ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นสถาบันการเมืองการปกครองสูงสุดตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะสรุปปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้ในบทต่อไป

ตั้งแต่ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเมื่อพ.ศ.2475
เป็นต้นมา สถาบันรัฐสภาเป็นองค์กรทางการเมืองที่ช่วยพยุงให้ระบอบประชาธิปไตย
ดำเนินไปตาม วิถีทางที่กำหนดนับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีรัฐสภาทั้งหมด 27 ชุด
มีรายละเอียดดังนี้

ชุดที่

ระยะเวลา

ประเภท/
ของสภา

จำนวน
ส.ส

วุฒิ
สมาชิก

รวม
สมาชิก

หมายเหตุ

1

2475-2475

สภาเดียว

70

-

70

แต่งตั้งชั่วคราว

2

2476-2480

สภาเดียว

156

-

156

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

3

2480-2481

สภาเดียว

182

-

182

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

4

2481-2488

สภาเดียว

182

-

182

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

5

2489-2490

สภาเดียว

192

-

192

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

6

2490-2491

สองสภา

178

80

258

พฤฒสภาให้สมาชิกสภาผู้แทนฯเลือก

7

2491-2494

สองสภา

120

100

320

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

8

2495-2500

สภาเดียว

246

-

246

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

9

2500-2500

สภาเดียว

283

-

283

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

10

2500-2501

สภาเดียว

281

-

281

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

11

2502-2511

สภาเดียว

-

-

240

สภาร่างรัฐธรรมนูญ

12

2512-2514

สองสภา

219

164

383

วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง

13

2515-2516

สภาเดียว

-

-

299

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

14

2516-2518

สภาเดียว

-

-

299

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

15

2518-2519

สองสภา

169

100

269

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

16

2519-2519

สองสภา

179

100

279

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

17

2519-2520

สภาเดียว

-

-

340

สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

18

2520-2522

สภาเดียว

-

-

360

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

19

2522-2526

สองสภา

301

225

526

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

20

2526-2529

สองสภา

324

243

567

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

21

2529-2531

สองสภา

347

260

607

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

22

2531-2534

สองสภา

357

268

625

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

23

2534-2535

สภาเดียว

-

-

292

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

24

2535-2535

สองสภา

360

270

630

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

25

2535-2538

สองสภา

360

270

630

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

26

2538-2539

สองสภา

391

260

651

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

27

2539-ปัจจุบัน

สองสภา

393

262

655

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

รายนามนายกรัฐมนตรีไทย (พ.ศ. 2475-ปัจจุบัน)

ลำดับ

นายกรัฐมนตรี

วันที่
เข้ารับตำแหน่ง

วันที่
ออกจากตำแหน่ง

สาเหตุ
ที่ออก

ครั้ง

รวมเวลา
ที่ดำรงตำแหน่ง

1.

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

24 มิ.ย 75

20 มิ.ย 76

รัฐประหาร

3

11 เดือน 23 วัน

2.

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

21 มิ.ย 76

16 ธ.ค 81

ยุบสภา

5

5ปี 5 เดือน 5 วัน

3.

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

16 ธ.ค.81

1ส.ค. 87

ลาออก

8

15 ปี 11เดือน

8 ส.ค. 91

16 ก.ย.00

รัฐประหาร

24 วัน

4.

นายควง อภัยวงศ์

1 ส.ค. 87

31. ส.ค. 88

ลาออก

4

1 ปี 7 เดือน

31 ม.ค. 89

24 มี.ค 89

ลาออก

23 วัน

10 พ.ย.90

8 เม.ย.91

ลาออก

5.

นายทวี บุญยเกตุ

31 ส.ค.88

17 ก.ย.88

ลาออก

1

17 วัน

6.

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

17 ก.ย. 88

31 ม.ค.89

ยุบสภา

4

10 เดือน

15 ก.พ.18

14 มี.ค.18

ไม่ไว้วางใจ

26 วัน

21 เม.ย.19

6 ต.ค.19

ปฏิวัติ

7.

นายปรีดี พนมยงค์

24 มี.ค. 89

21 ส.ค.89

ลาออก

2

4 เดือน28 วัน

8.

พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

21 ส.ค.89

8 พ.ย. 90

รัฐประหาร

2

1 ปี 2 เดือน18 วัน

9.

นายพจน์ สารสิน

20 ก.ย. 00

26 ธ.ค. 00

ลาออก

1

3 เดือน 6 วัน

10.

จอมพลถนอม กิตติขจร

1 ม.ค. 01

20 ต.ค. 01

ปฏิวัติ

4

10 ปี 8 เดือน

9 ธ.ค. 06

15 ต.ค. 16

ประชาชน

15 วัน

ปฏิวัติ

11.

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

9 ก.พ. 02

8 ธ.ค. 06

ถึงแก่กรรม

1

4 ปี 9 เดือน 28 วัน

12.

นายสัญญา ธรรมศักดิ์

15 ต.ค. 16

14 ก.พ. 18

ออกตาม

2

1 ปี 4 เดือน

วาระ

13.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

17 มี.ค. 18

22 ม.ค. 19

ยุบสภา

1

10 เดือน 5 วัน

14.

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

8 ต.ค. 19

20 ต.ค. 20

ปฏิวัติ

1

1 ปี 12 วัน

15.

พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

11 พ.ย. 20

24 ก.พ. 23

ลาออก

3

2 ปี 3 เดือน 18 วัน

16.

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

3 มี.ค. 23

4 ส.ค. 31

ยุบสภา

5

8 ปี 5 เดือน 1 วัน

17.

พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

4 ส.ค. 31

23 ก.พ. 34

ปฏิวัติ

1

2 ปี 6 เดือน 8 วัน

18.

นายอานันท์ ปันยารชุน

2 มี.ค. 34

6 เม.ย. 35

ออกตาม

2

1 ปี 4 เดือน

วาระ

7 วัน

19.

พลเอกสุจินดา คราประยูร

7 เม.ย. 35

24 พ.ค. 35

ลาออก

1

48 วัน

20.

นายชวน หลีกภัย

22 ก.ย. 35

19 พ.ค. 38

ยุบสภา

2

2 ปี 7 เดือน 15 วัน (ครั้งแรก)

9 พ.ย. 40

21.

นายบรรหาร ศิลปอาชา

13 ก.ค. 38

27 ก.ย. 39

ยุบสภา

1

1 ปี 2 เดือน 14 วัน

22.

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

25 พ.ย. 39

9 พ.ย. 40

ลาออก

1

11 เดือน

23.

นายชวน หลีกภัย

10 พ.ย 40

ยังดำรงตำแหน่ง
ณ ปัจุบัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ฉบับชั่วคราว
พุทธศักราช 2549

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรให้ไว้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2549 เป็นปีที่ 61 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า
โดยที่หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึงได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้นำความกราบบังคมทูลว่า เหตุที่ทำการยึดอำนาจ และประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เสียนั้น ก็โดยปรารถนาที่จะแก้ไขความเสื่อมศรัทธา ในการบริหารราชการแผ่นดิน ความไร้ประสิทธิภาพ ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทำให้เกิดการทุจริต และประพฤติมิชอบขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยไม่อาจหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ อันเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางการเมือง การปกครอง และปัญหาความขัดแย้งในมวลหมู่ประชาชน ที่ถูกปลุกปั่นให้แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย จนเสื่อมสลายความรู้รักสามัคคี ของชนในชาติ อันเป็นวิกฤตการณ์ความรุนแรงทางสังคม แม้หลายภาคส่วนจะได้ใช้ความพยายาม ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล กลับมีแนวโน้มว่า จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนถึงขั้นใช้กำลังเข้าปะทะกัน ซึ่งอาจมีการสูญเสียแก่ชีวิตและเลือดเนื้อได้ นับว่าเป็นภยันตรายใหญ่หลวง ต่อระบบการปกครองระบบเศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของประเทศ จำเป็นต้องกำหนดกลไกการปกครอง ที่เหมาะสมแก่สถานการณ์เพื่อใช้ไปพลางก่อน โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม ตามประเพณีการปกครองของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การฟื้นฟูความรักความสามัคคี ระบบเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง การเสริมสร้างระบบการตรวจสอบทุจริตที่เข้มแข็ง และระบบจริยธรรมที่ดีงาม การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ พันธะกรณีตามสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ การส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกัน ก็เร่งดำเนินการให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนในทุกขั้นตอน เพื่อให้การเป็นไปตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้นำความกราบบังคมทูล จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ใช้บทบัญญัติต่อไปนี้ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่จะได้จัดทำร่างขึ้น และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้
มาตรา 2 อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 3 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีแห่งประเทศ ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 4 พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี
การเลือกตั้ง การแต่งตั้ง และการพ้นจากตำแหน่งองคมนตรี และองคมนตรีอื่น ให้เป็นไปตามพระอัธยาศัย
ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองมนตรี และให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่น
มาตรา 5 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี
ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา
ในการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่างๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการจากภูมิภาคต่างๆ อย่างเหมาะสม
ในกรณีที่มีกฎหมายห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่การได้รับตำแหน่งแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มาตรา 6 สมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงเมื่อ
1. ตาย
2. ลาออก
3. ขาดคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในมาตรา 5
4. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
5. สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา 8
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธานสภาคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภาคนหนึ่งหรือหลายคน ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้นำความในมาตรา 6 มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งประธานสภาคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
ให้ประธานองคมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และการแต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มาตรา 8 ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ใดกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ ของการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นการขัดขวางต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิ์เข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพ
มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพตามวรรค 1 ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในการลงคะแนน
มาตรา 9 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา และกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
มาตรา 10 พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติโดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภายใต้บังคับมาตรา 30 วรรค 1 ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติร่วมกันจำนวนไม่น้อยกว่า 25 คน หรือคณะรัฐมนตรี แต่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็แต่โดยคณะรัฐมนตรี
ร่างพระะราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินตามวรรค 2 หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อความดังต่อไปนี้ ทั้งหมดหรือแต่อย่างหนึ่งอย่างใด กล่าวคือ การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร การจัดสรร รับ รักษา จ่าย โอน หรือก่อภาระผูกพันแผ่นดิน การลดรายได้แผ่นดิน การกู้เงิน การค้ำประกัน หรือการใช้เงินกู้ หรือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินตรา
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้เสนอ จะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวเนื่องการเงินหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะวินิจฉัย
มาตรา 11 ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ใด แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน หรือเมื่อเห็นว่าเป็นกระทู้ที่ต้องห้ามตามข้อบังคับ
ในกรณีมีปัญหาสำคัญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีก็ได้ แต่จะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจไม่ได้
มาตรา 12 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็น สมควรจะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
มาตรา 13 ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด จะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นทางใดมิได้
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในวรรค 1 ให้คุ้มครองถึงกรรมาธิการของสภา ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุม โดยคำสั่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทางสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย แต่ไม่คุ้มครองสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดอาญา หรือละเมิดสิทธิ์ในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกควบคุม หรือขัง ให้สั่งปล่อยในเมื่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอ หรือในกรณีถูกฟ้องในคดีอาญาให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปได้เว้นแต่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอให้งดการพิจารณาคดี
มาตรา 14 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกิน 35 คน ตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ตามที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติถวายคำแนะนำ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ
การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะเดียวกันมิได้
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน
มาตรา 15 ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการภาษีอากร หรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติ
เมื่อได้ประกาศใช้พระราชกำหนดแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยไม่ชักช้า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติอนุมัติแล้ว ให้พระราชกำหนดนั้น มีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่อนุมัติ ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น เว้นแต่พระราชกำหนดนั้น มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อน การแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใช้บังคับต่อไป ตั้งแต่วันที่การไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้น มีผลบังคับ
การอนุมัติ หรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 16 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกา โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
มาตรา 17 บรรดาบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่รัฐธรรมนูญนี้ จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 18 ผู้พิพากษา และตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ในพระปรมาภิไท พระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 19 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มีจำนวน 100 คน
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง และรองสภาร่างรัฐธรรมนูญ อีกไม่เกิน 2 คน ตามมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ภายในเวลา 2 ปี ก่อนวันได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน
ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการของสภา ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุม โดยคำสั่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับเอกสิทธิ์ และความคุ้มกันตามที่บัญญัติไว้ ในมาตราที่ 13 เช่นเดียวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้นำมาตรา 9 วรรค 1 มาใช้บังคับแก่องค์ประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และให้นำข้อบังคับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาใช้บังคับแก่การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 20 ให้มีสมัชชาแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวนไม่เกิน 2,000 คน
ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมาชิกสมัชชาแห่งชาติตามวรรค 1
ให้นำความในมาตรา 5 วรรค 3 และ วรรค 4 มาใช้บังคับแก่การสรรหาบุคคล และการได้รับการแต่งตั้ง เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 21 ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทำหน้าที่ประธานสมัชชาแห่งชาติ และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รองประธานสมัชชาแห่งชาติ
การประชุมสมัชชาแห่งชาติ และวิธีการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็น ไปตามที่ผู้ทำหน้าที่ประธานสมัชชาแห่งชาติกำหนด
มาตรา 22 ให้สมัชชาแห่งชาติ มีหน้าที่คัดเลือกสมาชิกด้วยกันเอง เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อ ผู้สมควรได้รับการโปรดเกล้า แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 200 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก และเมื่อได้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ยังไม่อาจคัดเลือกได้ครบถ้วน ให้สมัชชาแห่งชาติเป็นอันสิ้นสุด
การคัดเลือกตามวรรค 1 ให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ มีสิทธิเลือกได้คนไม่เกิน 3 รายชื่อ และให้ผู้ได้คะเเนนเสียงสูงสุด เรียงไปตามลำดับจนครบ 200 คน เป็นผู้ได้รับเลือก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับใด อันจะทำให้มีผู้ได้รับเลือกเกิน 200 คน ให้ใช้วิธีจับสลาก
มาตรา 23 เมื่อได้รับบัญชีรายชื่อที่ได้รับการคัดเลือกจากสมัชชาแห่งชาติแล้ว ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้เหลือ 100 คน และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่สมัชชาแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 22 วรรค 1 ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 100 คน เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ให้นำความในมาตรา 5 วรรค 4 มาใช้บังคับแก่การได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการ ตามมาตรา 25 ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 24 ในระหว่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยังปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่แล้วเสร็จหากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อตามมาตรา 22 ที่เหลืออยู่ หรือจากบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีตำแหน่งว่าง
ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่
มาตรา 25 ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกตามมติของสภา จำนวน 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 26 เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้จัดทำคำชี้แจงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่นั้นมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในเรื่องใด พร้อมด้วยเหตุผลในการแก้ไข ไปยังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กร และบุคคลดังต่อไปนี้เพื่อพิจารณาและเสนอความคิดเห็น
1. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
2. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
3. คณะรัฐมนตรี
4. ศาลฎีกา
5. ศาลปกครองสูงสุด
6. คณะกรรมการการเลือกตั้ง
7. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
8. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
9. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
10. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
11. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
12. สถาบันอุดมศึกษา ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารชี้แจงตามวรรค 1 ให้ประชาชนทั่วไปทราบ ตลอดจนส่งเสริมและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ประกอบด้วย
มาตรา 27 เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารตามมาตรา 26 แล้ว หากประสงค์จะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำได้เมื่อมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ และต้องยื่นคำขอแปรญัตติพร้อมทั้งเหตุผลก่อนวันนัดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28
สมาชิกที่ยื่นคำขอแปรญัตติ หรือที่ให้คำรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นแล้วจะยื่นคำขอแปรญัตติ หรือรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นใดอีกไม่ได้
มาตรา 28 เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ส่งเอกสารตามมาตรา 26 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาความเห็นที่ได้รับมาตามมาตรา 26 และคำแปรญัตติตามมาตรา 27 พร้อมทั้งจัดทำรายงานการแก้ไขเพิ่มเติม หรือไม่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งเหตุผล เผยแพร่ให้ทราบเป็นการทั่วไป แล้วนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา
การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรค 1 เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเฉพาะมาตราที่สมาชิกยื่นคำขอแปรญัตติตามมาตรา 27 หรือที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเห็นชอบด้วย หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น
มาตรา 29 ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาแล้วเสร็จตามมาตรา 28 ภายใน 180 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก
เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องจัดทำไม่เร็วกว่า 15 วัน และไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกำหนด
การออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
มาตรา 30 เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จตามมาตรา 29 วรรค 1 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากวันที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติดำเนินการต่อไป ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เพื่อประโยชน์ในการขจัดส่วนได้ส่วนเสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
มาตรา 31 ในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับแล้วให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ได้
เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 30 แล้วเสร็จ หรือเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 30 สุดแต่เวลาใดจะถึงก่อน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง
มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป
ในการประชุมร่วมกันตามวรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
มาตรา 33 เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 34 เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงแห่งชาติ ให้มีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วยบุคคลตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 29 กันยายน พุทธศักราช 2549
ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ อาจแต่งตั้งสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเพิ่มขึ้นได้อีก ไม่เกิน 15 คน
ให้หัวหน้า รองหัวหน้า สมาชิก เลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประธาน รองประธาน สมาชิกเลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติตามลำดับ
ในกรณีที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และในกรณีที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เลือกสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคนหนึ่ง ทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
ในกรณีที่เห็นสมควร ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือนายกรัฐมนตรี อาจขอให้มีการประชุมร่วมกัน ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี เพื่อร่วมพิจารณาและแก้ไขปัญหาใดๆ อันเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงแห่งชาติ รวมตลอดทั้งการปรึกษาหารือเป็นครั้งคราว ในเรื่องอื่นใดก็ได้
มาตรา 35 บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยทีประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 2 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ
ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย ว่าด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ธุรการ และการอื่นใดตามที่ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบหมาย
องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณา และการทำคำวินิจฉัย ให้เป็นไปตามที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บรรดาอรรถคดี หรือการใด ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ของศาลรัฐธรรมนูญ
ก่อนวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบ ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ได้ประกาศ หรือสั่งไว้ ในระหว่างสันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะประกาศ หรือสั่ง ให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น จะกระทำก่อน หรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของหัวหน้า และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง
มาตรา 38 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไป ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวแก่การวินิจฉัยกรณีใด ตามในวรรค 1 เกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเมื่อมีกรณีที่คณะรัฐมนตรีขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัย ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา 39 ก่อนคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

2007/Sep/20

รากฐานความเป็นมาและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย

1.เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ก่อนการปฏิวัติ 2475

รัฐสภาไทยที่ดำรงอยู่ในปัจจุบียก่อกำเนิดมาตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาะปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นับเป็นเวลา 64 ปี ซึ่งไม่นานนัก แต่ถ้าเราคิดว่า การตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (COUNCIL OF STATE) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ.2417 เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาและความคิดเห็นต่างๆ และถ้าคำปรึกษาหรือความคิดเห็นนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วย ก็จะตราขึ้นเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ รัฐสภาไทยเราก็มีรากฐานความเป็นมาค่อนข้างยาวนาน แม้สภานี้ไม่ทันพัฒนาขึ้นมาเป็นสถาบันการเมืองเพราะสลายตัวไปในปี พ.ศ.2437 ความคิดตั้งสภาแบบประชาธิปไตย ซึ่งในสมัยนั้นเรียกตามภาษาอังกฤษว่า ปาลิเมนต์ ค่อยๆก่อรูปขึ้นในหมู่เจ้านาย ขุนนางหัวใหม่และสามัญชน อาทิ เทียนวรรณ มากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบและดำริคิดเรื่องนี้ ทรงมีพระราชดำรัสในที่ประชุมเสนาบดีสภา ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภาก่อนเสด็จสวรรคตไม่นานว่า ฉันจะให้ลูกวชิรวุธมอบของขวัญสู่ราชบัลลังก์ในขณะสืบตำแหน่งกษัตริย์ กล่าวคือฉันจะให้เขาให้ปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น

ความจริงก่อนหน้านี้ ในช่วงมีสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน คณะทูตไทย ณ กรุงลอนดอนและปารีส ซึ่งทุกท่านเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ได้ร่วมกันเข้าชื่อในหนังสือถวายความคิดเห็นจากการเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการแผ่นดินต่อพระองค์ แม้จะหามีความประสงค์ที่จะให้มีปาลิเมนต์ในขณะนั้น แต่ผู้ถวาายความคิดเห็นยังยึกว่าการปกครองแบบมีสภาผู้แทนฯนั้นยังเป็นสิ่งพึงปรารถนา 2 ปีต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระรามโองการมอบหมายให้เสนาบดีสภาพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาสักฉบับ การประชุมเสนาบดีสภาเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะความเข้าใจเรื่อง รัฐธรรมนูญ ของแต่ละคน ต่างกัน บางคนก็เกรงว่ารัฐธรรมนูญจะกลายเป็นต้นเหตุให้ตนต้องสูญเสียอำนาจจึงไม่ค่อยให้การสนับสนุน ภาระหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญจึงตกอยู่ที่สมเก็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ องค์ประธานเสนาบดีสภายิ่งกว่าผู้ใด ซึ่งก็ยกร่างสำเร็จ มีทั้งหมด 20 มาตรา ส่วนใหญ่เป็นบทบัญญัติว่าด้วยฐานะและอำนาจของพระมหากษัตริย์ ส่วนที่พอจะถือว่าเป็นรากฐานของรัฐสภาอยู่บ้าง คือ มาตรา 14 ที่กำหนดให้มีการประชุมร่วมของรัฐมนตรีสภา องค์มนตรีสภา และเสนาบดีสภา หรือ ไตรวรรคสันนิบาต เพื่อพิจารณากฎหมายเลือก และแต่งตั้งรัฐมนตรี เลือกและแต่งตั้งองคมนตรี

ในช่วงที่สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ พระเจ้าแผ่นดิน บรรดาเจ้าฟ้าและขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนทรงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การมีนายกรัฐมนตรี และการตั่งสภาว่ายังไม่ควรมีและตั้ง เพราะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ควรดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความคิดนี้ มีอิทธิพลค่อนข้างมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงไม่มีสถาบันทางการเมืองประชาธิปไตยใดๆ เกิดขึ้นในสมัยนี้ แม้จะมีการเคลื่อนไหวของ กลุ่มทหารหนุ่ม เพื่อก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเปลี่ยนองค์พระประมุขที่เรียกว่า ขบถ ร.ศ.130 รวมทั้งมีเจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถทรงเสนอให้ฟื้นฟูสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือรัญมนตรีสภา ซึ่งเคยมีในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ในด้านนิติบัญญติ และเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ขุนนางอาวุโสเสนอให้ฟื้นฟูสภาที่ปรึกษาในพระองค์ หรือองคมนตรี ก็ตาม เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า หากสภามาจากการแต่งตั้งไม่ต่างอะไรกับสภาตรายาง และไทยยังไม่พร้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาของประชาชน

อย่างไรก็ดี กระแสความเรียกร้องประชาธิปไตย ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งเมืองทอลองประชาธิปไตย คือ ดุสิตธานี เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจในระบอบการปกครองประชาธิปไตย เริ่มจากการให้ตราธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล พ.ศ.2461 จัดตั้งนคราภิบาลเป็นองค์การการเมืองการปกครองสูงสุดมีอำนาจหน้าที่ทั้งนิติบัญญัติและบริหาร สภากรรมการนคราภิบาลมาจากการเลือกตั้งของทวยนาครหรือประชาชนในดุสิตธานี มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 1 ปี ผู้ได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็นกรรมการนคราภิบาล ต่อมาที่เรียกว่า เชษฐบุรุษ ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนราษฎร ในเมืองทดลองประชาธิปไตยนี้ มีพรรคการเมือง 2 พรรคคือ พรรคโบว์สีน้ำเงิน และพรรคโบว์สีแดง ทั้งยังมีการออกหนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับ คือ ดุสิตสมัย และดุสิตสักขี และรายสัปดาห์ 1 ฉบับ คือ ดุสิตสมิต อีกด้วย แม้ดุสิตธานีดำรงอยู่เพียง 7 ปี โดยสลายตัวไปเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ในปีพ.ศ. 2468 และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศโดยรวม ประชาขนทั่วไปไม่ได้รับรู้ แต่การทดลองประชาธิปไตยมีผลต่อความคิดทางการเมืองของบรรดาเจ้านายและขุนนางไม่น้อย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ.2468 แม้พระองค์จะทรงตระหนักต่อสภาพที่คนเริ่มมีความคิดประชาธิปไตยและความต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศมากขึ้นทุกวัน และทรงเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญดังปรากฏในพระราชบันทึก DEMOCRACY IN SIAM และพระราชบันทึกถึงบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะพระยากัลยาณไมตรีและที่ปรึกษาชาวต่างประเทศเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการเมืองการปกครองของสยามโดยเฉพาะปัญหารัฐธรรมนูญว่าควรจะเปลี่ยนรูปการปกครองเป็นแบบรัฐสภาโดยมีผู้แทนปวงชน ควรมีนายกรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติและรูปแบบของสภาจะเป็นเช่นไร แต่ทว่า ในที่สุด พระองค์และที่ปรึกษาทรงเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยยังไม่เหมาะสมกับประเทศไทย และจะเป็นผลสำเร็จได้ยากในประเทศสยาม ระบอบประชาธิปไตยอาจถึงกับเป็นอันตรายต่อประโยชน์อันแท้จริงของประชาชน กล่าวเฉพาะรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงไม่แน่ใจว่า จะทำหน้าที่ในการร่างกฎหมายได้ดีกว่าหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว อาจจะเป็นการทำให้งานล่าช้าลงด้วย นอกจากนี้อาจมีการวิจารณ์การทำงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงของตน รวมทั้งไม่มีงบประมาณที่จะใช้จ่ายให้กับสมาชิกสภา ระบอบรัฐสภาตัวแทนประชาชนยังเป็นไปไม่ได้ในสยาม หากรัฐสภาปราศจากการควบคุมจากประชาชนแล้วอาจจะนำไปสู่รัฐสภาเผด็จการได้ ทั่งนี้เพราะรัฐสภาจะประสบความสำเร็จได้ย่อมขึ้นกับความรู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงควรรอให้ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้นก่อนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อำนาจควรอยู่ที่พระมหากษัตริย์ไปก่อน ดังนั้นในร่างรัฐธรรมนูญ 12 มาตราของพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศที่ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยรัฐสภา

ทางด้านกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หนึ่งในคณะอภิรัฐมนตรีก็ทรงเขียน MEMMORANDUM ถึงพระยากัลยาณไมตรี ไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วยต่อการมีรัฐสภา หากกับการมีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเลือกและถอดถอนรัฐมนตรี และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2474 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้พระยาศรีวิสารวาจาและในายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ ร่างรัฐะรรมนูญอีกครั้ง ซึ่งต่างกับครั้งก่อนอยู่บ้างคือ แม้ผู้ได้รับมอบหมายโดยเฉพาะนายเรมอนด์ บี. สีเวนส์จะไม่เห็นด้วยที่จะให้มีรัฐบาลระบบรัฐสภาในขณะนั้น แต่ในร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้ชื่อว่า AN OUTLINE OF CHANGES IN THE FORM OF THE GOVERNMENT และในบันทึกของเขามีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสภานิติบัญญัติ ใจความสำคัญคือ ถ้าจะมีสภานิติบัญญัติ สภานิติบัญญัติในระยะแรกควรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง เพราะสภาที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดอาจไม่เป็นอิสระเพียงพอ และอาจไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวแทนมหาชน ในทางกลับกันสภาที่ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหากไม่ใช่บุคคลที่มีประสบการณ์และความรู้ในการวินิจฉัยกิจการบ้านเมือง สำหรับการเลือกตั้ง ในโครงร่างว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐบาลสยาม เสนอให้ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม

ความคิดการตั้งรัฐสภาต้องมีสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมาจากการแต่งตั้งของประมุขหรือพระมหากษัตริย์ และวิธีการเลือกตั้งทางอ้อมดังกล่าวนี้ มาปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

2.การวางรากฐานระบบรัฐสภาของคณะราษฎร

เมื่อคณะราษฎรอันประกอบด้วยข้าราชการทหารและพลเรือนระดับกลางจำนวน 99 คน ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ดำเนินการปฏิวัติเปลี่ยนระบอบการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย โดยประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ตั้งสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยแทนราษฎรร่วมกับกษัตริย์ คณะกรรมการาษฎรและศาล (มาตรา 2) มีอำนาจหน้าที่ออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย ดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้ใดผู้หนึ่ง (มาตรา 8-9) และที่สำคัญ สภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะกรรมการราษฎร หรือนายกรัฐมนตรี และให้ความเห็นขอบต่อการแต่งตั้งกรรมการหรือรัฐมนตรี ทำให้เป็นรัฐบาลระบบรัฐสภา (PARLIAMENTARY GOVERNMENT) การดำรงอยู่การดำเนินงานและการสิ้นสุดของรัฐบาลขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำคัญ

กล่าวเฉพาะรัฐสภา ที่คณะราษฎร์ตั้งขึ้นเป็นระบบสภาเดียวคือ สภาผู้แทนราษฎร แต่มีสมาชิก 2 ประเภท คือ มาจากการเลือกตั้งของราษฎรและการแต่งตั้ง แม้จะไม่มีหลักฐานว่าหลวงประดิษฐ์ มนูธรรม เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือนผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับแรกนี้ นำความคิดระบบสภาเดียวมาจากประเทศไหน แต่ความคิดที่ให้สภามีสมาชิก 2 ประเภทน่าจะมาจากกระแสความคิดช่วงก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครองดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะมีเหตุผลและหลักการคล้ายคลึงกันอันปรากฏชัดในมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามหรือรัฐธรรมนูญชั่วคราวและมาตรา 65 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 หรือฉบับถาวร คือ เมื่อราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ยังมีการศึกษาไม่จบประถมศึกษาสามัญมากกว่ากึ่งจำนวนทั้งหมด และอย่างช้าต้องไม่เกินกว่า 10 ปี นับตั่งแต่วันใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภทมีจำนวนเท่ากัน

1. สมาชิกประเภทที่ 1 ได้แก่ผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นตามเงื่อนไขในบทบัญญัติมาตรา 16.17

2. สมาชิกประเภทที่ 2 ได้แก่ผู้ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างเวลาใช้บทบัญญัติเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

ระบบรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรที่คณะราษฎรตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งเป็นรัฐสภาระบบสภาเดียว มีสมาชิก 2 สภาฯ 2 ประเภท แม้จะมีเหตุผลและจำเป็นในระยะแรกของการปฏิวัติและสถาปนาระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานที่ไม่ดีให้กับรัฐสภาไทย และส่งผลยาวไกลอีกไม่น้อย ยิ่งในระยะแรก คือ หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ให้คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารคือ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ เป็นผู้แต่งตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นจำนวน 70 คน เป็นสมาชิกสภา (มาตรา 10) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสำคัญของคณะราษฎร์และเป็นข้าราชการยิ่งทำให้รัฐสภาต้องขึ้นต่อของคณะราษฎร์และฝ่ายบริหารอย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ควรต้องชี้อีกว่า ในการเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาราษฎรชุดนี้ต้องกล่าวคำปฏิญาณตามหลวงประดิษฐ์มนูธรรมว่า จะซื่อสัตย์ต่อคณะราษฎร์และจะช่วยรักษาหลัก 6 ประการของคณะราษฎร์ไว้ให้มั่นคง ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้การชี้นำทางความคิดการเมืองของคณะราษฎร์อีกทางหนึ่ง

ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวนี้ จึงไม่ค่อยมีปัญญหาความขัดแย้งกับคณะราษฎร์และคณะกรรมการราษฎรที่มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานหรือนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนว่า บทบาทสำคัญที่สุดของสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวนี้คือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ซึ่งสืบทอดหลักการของฉบับชั่วคราวทั้งหมดโดยเพิ่มหมวดว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของชนชาวสยาม เปลี่ยนชื่อเรียกรัฐบาลจาก คณะกรรมการราษฎรเป็น คณะรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 14 นายต้องเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เหลือจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ และเปลี่ยน กษัตริย์ เป็น พระมหากษัตริย์

สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2475 ตามรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร์ฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของประเทศไทย ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม โดยให้ราษฎรทุกจังหวัดเลือกตั้งผู้แทนตำบลก่อน ผู้แทนทุกตำบลเลือกผู้แทนราษฎรจำนวน 78 คน และมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า สมาชิกประเภทที่ 2 จำนวนเท่ากัน แม้จะยังอยู่ภายใต้การนำของคณะราษฎร์และขึ้นต่อรัฐบาล และในเวลาต่อมาเมื่อคณะรัฐมนตรีที่มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่วนใหญ่เป็นขุนนางจากระบอบเก่า (รัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกของคณะราษฎร์มี 10 คน แต่เป็นรัฐมนตรีลอยทั้งหมด) พยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของระบอบเก่ามากขึ้น เช่น ไม่ยอมให้ตั้งสมาคมการเมืองหรือพรรคการเมืองของ สมาตมคณะชาติ รวมทั้งห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง และที่สำคัญมีความขัดแย้งกับคณะราฎร์โดยเฉพาะในเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า สมุดปกเหลือง ของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( นายปรีดี พนมยงค์ ) ที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงประบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเป็นแบบคอมมิวนิสต์รัสเซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จำนวนมากก๋เริ่มคัดค้านต่อต้านรัฐบาล ยิ่งฝ่ายรัฐบาลแสดงอำนาจให้หน่วยทหารมายืนตรวจค้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนเข้าประชุม อ้างว่าเมื่อวันก่อนมีคนพกอาวุธปืนเข้ามา ทำให้สมาชิกหลายคนรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลอย่างมาก อาทิ หลวงเดชาติวงศ์วรวัฒน์ หลวงโกวิทย์ อภัยวงศ์ (นายควง อภัยวงศ์) ถึงกับโจมตีคณะรัฐมนตรีว่าเป็น ดิกเตเตอร์ (นักเผด็จการ) และยืนยันว่าอำนายสภาย่อมอยู่เหนือคณะรัฐมนตรี

สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อในวันต่อมา รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงฉวยโอกาสออกพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและให้ตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน 2475 การกระทำของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีดังกล่าวนี้ ไม่เพีงแต่เป็นการใช้อำนาจบาทใหญ่ต่อสภาผู้แทนราษฎร หากยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเริ่มต้นมาไม่ถึง 1 ปีอีกด้วย สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมี่อพระยามโนปกรณ์ฯอาศัยพระราชกฤษฎีกานี้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ฉบับแรกขึ้นมุ่งหวังที่จะข่มขู่คุกคามคณะราษฎร์ฝ่ายหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้สนับสนุนเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวและที่สำคัญ การออกพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบาง

มาตรา ทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่พระยามโนปกรณ์ฯเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งประกอบด้วยขุนนางระดับพระยาหรือข้าราชการอวุโสจากระบอบเก่าได้กุมอำนาจการเมืองค่อนข้างเด็ดขาด ด้วยการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัชการที่ 7 คณะรัฐมนตรีได้กลายเป็นองค์กรทางการเมืองเดียวที่ใช้อำนาจทึ้งทางบริหารและนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันก็พยายามกดดันสมาชิกหนุ่มของคณะราษฎร์ฝ่ายพลเรือนออกไปจากเวทีการเมืองโดยเฉพาะบีบให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ต่อมารัฐบาลสั่งปิดหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนคณะราษฎร์หลายฉบับ แต่ 3 เดือนต่อมา ผู้นำทหารฝ่ายคณะราษฎร์ที่ยังสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมี พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.ท. หลวงพิบูลสงครามและนาวาโทหลวงศุภชลาศัยได้นำกองกำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476

หลังจากรัฐประหาร คณะราษฎร์กลับมามีอำนาจทางการเมืองสูงสุดอีก สภาผู้แทนราษฎรกลับมาทำหน้าที่ต่อไป โดยให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล การเมืองไทยก็เข้าสู่สมัยรัชบาลของพระยาพหลฯเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่คณะราษฎร์พยายามผลักดันระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวรุดหน้า ทางด้านสภาผู้แทนราษฎรก็ทำหน้าที่ค่อยมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะชุดที่ 2 ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2480 อันเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ประเภทที่ 1 การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งทางตรง แบบแบ่งเขต แต่ละเขตมีผู้แทนราษฎรได้ 1 คน จำนวนผู้แทนทั้งหมด 91 คน สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทั้งสมาชิกประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ซึ่งมาจากการแต่งตั้งชุดเดิม และพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเพิ่มอีก 13 คนค่อย ๆ ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเข้มข้นและมีบทบาทสำคัญในการตัดสินปัญหานโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นอิสระ เช่น ลงมติไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไปทำความตกลงกับต่างประเทศเรื่องการจำกัดโควต้ายาง เป็นเหตุให้รัฐบาลแพ้คะแนนเสียงในสภา และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพระยาพหลฯต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือนกันยายน 2477 แล้วก็กลับมาเป็นอีก

ในการทำหน้าที่ควบคุมฝ่ายบริหาร นอกจากการกระทู้ถามแล้ว สภาชุดนี้ได้เปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐบาลถึง 13 ครั้ง ภายในสภาผู้แทนฯ เริ่มแบ่งเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ดูเหมือนว่าสมาชิกสภาผู้แทนฯจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีบทบาทเด่นอย่างมาก ครั้นรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่แถลงไว้ และไม่สามารถแก้ปัญหาของชาติและประชาชน เสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาฯค่อยๆลดน้อยถอยลง สุดท้าย เมื่อฝ่ายรัฐบาลแม้มติการขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎรที่ให้รัฐบาลแสดงรายละเอียด หลักเกณฑ์ การคำนวณภาษี สถิติ ฯลฯ ในการเสนองบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเสนอโดยนายถวิล อุดล ส.ส. จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2481 ทำให้นายกรัฐมนตรีพระยาพหลฯลาออก เนื่องด้วยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภาฯนี้ แต่คณะผู้สำเร็จราชการไม่รับใบลา พระยาพหลฯจึงใช้วิธีการยุบสภา ด้วยเหตุผลดังกล่าว รวมทั้งเห็นว่า ผู้แทนราษฎร์ชุดนี้เป็นอันมากไม่สนใจฟังคำชี้แจงของรัฐบาล และมิได้คำนึงถึงความเสียหายอันจะพึงมีแก่ประเทศชาติ จากนั้น ก็จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 พฤศจิกายน อันเป็นที่มาของสภาราษฎรชุดที่ 4 และรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามซึ่งถือว่าเป็นสภาและรัฐบาลของคณะราษฎร์ติดต่อกันอีกกว่า 5 ปี

ในช่วงรัฐบาลนี้แม้พลตรีหลวงพิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีผู้เป็นผู้นำทหารหนุ่มของคณะราษฎร์ ผู้ปราบกบฏบวรเดช และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะมีแนวโน้มรวบอำนาจ และควบอีก 2 ตำแหน่งคือ รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีมหาดไทย และปราบปรามฝ่ายค้านคณะราษฎร์อย่างต่อเนื่องและรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ก็ยังรักษารูปแบบการเมืองการปกครองประชาธิปไตย ยึดถือรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 การเลือกตั้งและรัฐสภา ในช่วงแรก รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีบทบาทค่อนข้างมากเหมือนเดิม ผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. รวมกันเป็นกลุ่มอย่างเด่นชัด เช่น กลุ่มนายควง อภัยวงศ์ กลุ่ม ส.ส. อีสาน ที่มีนายทองอิน ภูริพัฒน์ ส.ส. อุบล นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง นายเตียง ศิริขันฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายค้านรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2483 หลายคนในกลุ่มนี้เคยคัดค้านการแก้ไขบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เสนอโดยฝ่ายรัฐบาล เพื่อขยายเวลาการมีสมาชิกสภาประเภทที่ 2 ไปอีก 10 ปีอย่างรุนแรง แต่ในระยะต่อมา ซึ่งเป็นช่วงที่ พล.อ. พิบูลสงคราม ดำเนินนโยบายชาตินิยมและรัฐนิยม ลัทธิทหาร และ ลัทธิผู้นำ ได้เกิดสงครามอินโดจีน สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเข้ายึดครองประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎรก็ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐบาล แล้วก็เป็นเช่นนี้ตลอดช่วงรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ในบั้นปลายสงครามโลกฯ เนื่องจากความผิดพลาดในการนำประเทศเข้าร่วมวงไพบูลย์ของเอเซีย ยอมให้ญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทยและสถานการณ์การเมืองภายในประเทศนานาประการ ทำให้ ส.ส. กลุ่มเสรีไทยสามารถชี้นำสภาผู้แทนราษฏรคว่ำร่าง พ.ร.บ. ระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์และร่าง พ.ร.บ. อนุมัติพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธมณฑล พ.ศ. 2487 ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงครามต้องลากออกเมื่อเดินกรกฎาคม 2487 โดย นายควง อภัยวงศ์ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาสถานการณ์สงคราม ต่อด้วยรัฐบาลนายทวี บุญยเกตุ และรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช

ในช่วงสมัยหลังสงครามโลก (พ.ศ.2488-2490) ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรกลับมาเป็นองค์การสูงสุดทางการเมืองอีกครั้ง แล้วก็สมาชิกสภาเริ่มรวมกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มตามแนวความคิด กลุ่มแรกมีแนวทางเสรีนิยมและสังคมนิยมล้อมรอบนายปรีดี พนมยงค์ กลุ่มที่ 2 เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม มีนายควง อภัยวงศ์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นแกนกลุ่มที่ 3 เป็นฝ่ายอำนาจนิยมสนับสนุนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมาทั้ง 3 กลุ่มกลายเป็นพรรคการเมือง กลุ่มแรกเป็นพรรคสหชีพ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 2 เป็นพรรคก้าวหน้า และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนกลุ่มที่ 3 เนื่องจากจอมพล ป.พิบูลสงครามถูกจับในข้อหาอาชญากรสงคราม จึงไปจัดตั้งพรรคการเมืองกันภายหลัง แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ต้องสิ้นสุดโดยพระราชกฤษฎีกายุบสภาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เนื่องจากไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ. อาชญากรสงครามที่รัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ เสนอ หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 จำนวน 96 คนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2489 และนายควง อภัยวงศ์ ได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล 2 เดือนต่อมา สภาผู้แทนราษฏรชุดใหม่ก็ทำให้รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ 2 เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชน หรือการให้ปักป้ายราคาสินค้าที่นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส. อุบลราชธานี หัวหน้าพรรคสหชีพ เป็นผู้เสนอและสภาลงมติเห็นชอบด้วย 65-63 เสียง นายปรีดี พนมยงค์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา ท่านก็ได้สานต่อความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่า ประกาศใช้มายาวนานพอสมควร สภาพการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ในที่สุด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ผ่านสภาสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่นี้ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 อันเป็นรัฐธรรมนูญไทยที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แล้วก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้รัฐสภาไทยเป็นระบบ 2 สภามาจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ มีสภาผู้แทนราษฎรและพฤฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชน เป็นสภาล่าง พฤฒิสภาเป็นสภาสูง มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเช่นกัน แต่ใช้วิธีการทางอ้อมและลับ คุณสมบัติของสมาชิกพฤฒิสภาจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือเคยดำรงตำแหน่งทางราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่าระดับหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และที่สำคัญ สมาชิกพฤฒิสภาจะต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น พฤฒิสภามีฐานะและอำนาจเกือบเท่ากับสภาผู้แทนราษฏร เช่น ประธานพฤฒิสภาเป็นผู้ร่วมลงนามกับประธานสภาผู้แทนรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี

อนึ่ง ในช่วงยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรรมการผู้ร่างได้ขอสำเนารัฐธรรมนูญของอเมริกาเพื่อนำมาศึกษาเปรียบเทียบโดยขอจากนาย KANNET LANDON นักการทูตที่เคยประจำประเทศไทย คงได้รับอิทธิพลทางความคิดอเมริกา นอกจากอังกฤษและฝรั่งเศสอีกด้วย

ทว่า ในวาระเริ่มแรก รัฐธรรมนูญให้มีองค์การเลือกตั้งอันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่เลือกตั้งสมาชิกพฤฒิสภาจำนวน 80 คนภายใน 15 วัน ปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายของนายปรีดี พนมยงค์ ฝ่ายประชาธิปัตย์ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเลือกตั้งเพิ่มอีก 82 คน ตามจำนวนราษฎรโดยถือเกณฑ์ราษฎรหนึ่งแสนคนต่อผู้แทน 1 คน ในขณะนั้น ราษฎรไทยมีประมาณ 17 ล้านคน การเลือกตั้งนี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2489 ทำให้สภาผู้แทนฯ มีสมาชิกทั้งหมด 178 คน เมื่อบวกกับสมาชิกพฤฒิสภา รัฐสภาไทยก็ใหญ่โตขึ้นทางปริมาณ โชคร้าย รัฐสภาระบบใหม่นี้อยู่ได้ 3 เดือนกว่าก็ถูกยุบเลิกด้วยรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 รัฐสภาชุดนั้นได้ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแข็งขัน สมาชิกสภาไม่เพียงแบ่งเป็ฯพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างชัดเจนเท่านั้น หากยังแบ่งแนวทางความคิดการเมืองระหว่างสองกลุ่มนี้จึงดุเดือด รุนแรง ดังในสมัยรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งที่สืบทอดจากรัฐบาลปรีดี พนมยงค์ นายควง อภัยวงศ์ ส.ส. จังหวัดพระนคร หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์ ผู้นำฝ่ายค้านได้เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะในการดำเนินนโยบายการรักษาความสงบภายใน ความมั่นคงทางการเงินของชาติ ทางเศรษฐกิจ การต่างประเทศ การใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ การรักษาฐานะของข้าราชการ การศึกษาของชาติ และกรณีสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปครั้งที่ 17ของรัฐสภาไทย เป็นการอภิปรายทั่วไปที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่วันที่ 19-26 พฤษภาคม 2490 และทำให้คณะรัฐมนตรีต้องถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งภายหลังสภาลงมติไปแล้ว 1 วัน แต่ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลต่อไป เพราะยังกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม การแบ่งเป็นฝักฝ่ายและการต่อสู้ทางการเมืองดังกล่าว ทำให้รัฐสภาเริ่มมีภาพพจน์ไม่ดีในสายตาของประชาชนว่า มีแต่ความขัดแย้ง วุ่นวาย คำนึงแต่ผลประโยชน์ของพรรคของกลุ่ม ฯลฯ นี่เป็นเงื่อนไขทางการเมื่องอย่างหนึ่งที่ทำให้คณะทหารนำโดยพล.ท.ผิน ชุณหะวัณและบรรดานายทหารหนุ่มที่มี พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นแกนนำ ดำเนินการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ที่เพิ่งประกาศใช้และรัฐสภาที่เพิ่งตั้งขึ้น

รัฐประหาร 8 พ.ย. ไม่เพียงแต่เป็นการทำให้คณะราษฎร์หมดอำนาจ ลงไปจากเวทีการเมืองไปอย่างสิ้นเชิงเท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทหารเข้ามาแทรกแซงและควบคุมการเมือง มีอำนาจทางการเมือง และเป็นพลังทางการเมืองสำคัญที่สุดของประเทศไทยเป็นเวลายาวนานกว่า 25 ปีจนถึงกรณี 14 ตุลาคม 2516 และมีบทบาททางการเมืองมาถึงปัจจุบัน จากนั้นมา รัฐบาลทุกชุดจะอยู่ได้ก้ด้วยการค้ำจุนของกองทัพ นายกรัฐมนตรีที่จะสามารถบริหารประเทศได้นานก็ต้องเป็นนายทหาร รัฐสภาไทยก็ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ต้องขึ้นต่อทั้งรัฐบาลและกองทัพ ดังจะกล่าวต่อไป

3.วิถีการดำเนินของรัฐสภาไทยภายใต้การเมืองที่ครอบงำด้วยทหาร

นับตั้งแต่รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 จนถึงสมัย ร.ส.ช.(พ.ศ.2534) รัฐสภาส่วนใหญ่จะเป็นระบบ 2 สภา สภาสูงมากจากการแต่งตั้งและสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยกเว้น ในระหว่างปี พ.ศ.2495-2501 ที่กลับไปเป็นระบบสภาเดียว ซึ่งในทุกระยะ รัฐสภามีสภาพอ่อนแอ ไม่มีพลัง ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนอย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ ถูกควบคุมกำกับจากอำนาจนอกระบบหรือจากผู้มีอำนาจการเมืองและการทหาร สภาสูงกลายเป็นสภาสนับสนุนรัฐบาล สภาล่างหรือสภาผู้แทนมีความหมายแค่ผ่านกฎหมาย และเป็นสถาบันทางการเมืองสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเท่านั้น

ในระยะเวลา 40กว่าปีนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 7 ชุด คือ สภาผู้แทนชุดแรกมาจากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2491 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางตรง แบบรวมเขต สภาชุดนี้มีสมาชิกเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 โดยในช่วงแรก อยู่ใต้รัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ที่คณะรัฐประหารเชิญมาเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา แต่เมื่อรัฐบาลนายควงถูกคณะทหาร จี้ ให้ลาออกเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2491 และจอมพลป.พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง สภาผู้แทนราษฎรและระบบรัฐสภาโดยรวมยิ่งซบเซาลงไปอีก ฝ่ายทหารได้แผ่อิทธิพลเข้าครอบคลุมฝ่ายนิติบัญญัติด้วยการให้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปต่างๆ ในระหว่าง พ.ศ.2492-2494 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนพรรคย้ายพรรคอยู่ตลอดเวลา

และที่สำคัญ คณะรัฐประหาร 2490 และรัฐบาลจอมพล ป. ได้กีดกันและขจัดนักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยมออกไปจากเวทีการเมืองและรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้จึงแทบไม่มีนักการเมืองแนวสังคมนิยม นักการเมืองต้องลี้ภัยไปต่างประเทศกันไม่น้อย อดีตผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีที่เคยมีบทบาทเด่นถูกสังหาร เช่นการยิงทิ้ง 4 รัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ (ส.ส.อุบลฯ) นายถวิล อุดล (ส.ส.ร้อยเอ็ด) นายจำลอง ดาวเรือง (ส.ส.มหาสารคาม ดร.ทองเปลว ชลภูมิ (ส.ส.พระนคร) การสังหารนายเตียง ศิริขันฑ์

ความจริงแล้ว ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2490 ที่คณะรัฐประหารเขียนขึ้นมาใช้ซึ่งมีฉายาว่า รัฐธรรมนูญแบบตาตุ่ม และตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 ที่ยกร่างกันในเวลาต่อมา ได้ให้อำนาจแก่สภาผู้แทนราษฎรไว้ไม่น้อยไปกว่ายุคก่อนๆ เป็นต้นว่า คณะรัฐมนตรีต้องขอความไว้วางใจจากรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรก่อนจึงจะเข้าบริหารประเทศได้ แต่ในความเป็นจริง ถูกคณะรัฐประหารครอบงำเกือบจะทุกด้าน ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องระมัดระวังที่จะทำอะไรขัดแย้งกับคณะรัฐประหาร หรือฝ่ายทหารมากนักไม่ได้ จะเห็นได้ว่า ในช่วงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพียงครั้งเดียว สมาชิกวุฒิสภา หรือ สภาสูงซึ่งมาจากการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 ได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไป 1 ครั้ง เช่นกัน เรื่องการปราบกบฏจลาจล 29 มิถุนายน2494 หลวงศรรีธรรมราชกับคณะเป็นผู้เสนอ การอภิปรายทั่งไปของวุฒิสภาครั้งนี้ซึ่งมีขึ้นวันที่ 27-30 ตุลาคม และ 2-3 พฤศจิกายน แม้จะเป็นการอภิปรายทั่วโดยไม่มีการลงมติ แต่ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจวุฒิสภามากขึ้น ดังนั้นหลังจากยึดอำนาจการปกครองของคณะบริหารประเทศชั่วคราว หรือรัฐประหารเงียบเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 อันเป็นเหตุทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสุดลง สัปดาห์ต่อมา จอมพล ป.พิบูลสงครามก็จัดการให้มีพระบรมราชโองการให้นำรัฐธรรมนูญห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2475 มาใช้ไปพลางก่อน อันมีผลให้วุฒิสภาชุดนี้สิ้นสุดลงไปด้วย

ก่อนที่จอมพล ป.พิบูลสงครามนำรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มาใช้ใหม่ ทำให้รัฐสภาไทยกลับไปสู่ระบบสภาเดียว แต่มีสมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งของราษฎร และเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง โดยทางรัฐบาลได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่1 จำนวน 123 คน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2495 เป็นการเลือกตั้งทางตรงแบบรวมเขต ดูเหมือนว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่นี้ก็เหมือนกับชุดที่แล้ว คือ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐบาลและคณะทหาร ทำแต่หน้าที่นิติบัญญัติออกกฎหมายเป็นหลัก ไม่อาจทำหน้าที่ควบคุมฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลได้นอกจากการกระทู้ถามรัฐมนตรีเท่านั้น แล้วก็แย่ไปกว่าชุดก่อนเพราะไม่มีการขออภิปรายทั่วไปเลย สาเหตุสำคัญ นอกจากถูกควบคุมโดยรัฐบาลและฝ่ายทหารแล้ว สภาพทางการเมืองทั่วไปก็กดดันอยู่ตลอดเวลา ด้วยผู้กุมอำนาจการเมืองและรัฐบาลมีแนวโน้มเผด็จอำนาจ ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการข่มขู่ คุกคาม ปราบปรามกลุ่มการเมืองและกลุ่มความคิดที่แตกต่างกับตน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยม จนบางกลุ่มโดยเฉพาะทาหรฝ่ายสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และกลุ่มที่ไม่พอใจรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พยายามใช้กำลังเพื่อโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งรัฐบาลยอมให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเรืองอำนาจ การเมืองยิ่งเข้าสู่ยุค ทมิฬ มากขึ้น แล้วก็รัฐบาลไทยเกือบเป็น รัฐตำรวจ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายของยุคนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม หันกลับไปดำเนินนโยบายการเมืองแบบเสรีนิยม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก และผ่อนคลายความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล โดยยอมให้ประชาชนใช้เสรีภาพในการพูด การเขียน การชุมนุม ฯลฯ ซึ่งบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ ทั้งยังเสนอร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเข้าสู่สภา มีหลักการและเหตุผลว่าประเทศไทยได้ดำเนินระบอบประชาธิปไตยมากว่ายี่สิบปีแล้ว ควรแก่เวลาที่จะให้มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้น ซึ่งสภาเห็นชอบด้วย และลงมติประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2498 ทำให้พรรคการเมืองที่ดำรงอยู่กลายเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ และกลุ่มการเมืองทั้งหลายพากันไปจดทะเบียนพรรคการเมือง การเมืองไทยเริ่มมีสภาพเป็นการเมืองของพรรคการเมืองและรฐสภาก็เริ่มเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองมากยิ่งขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ในยุคจอมพล ป.พิบูลสงครามครั้งที่ 2 นี้ สภาผู้แทนราษฎรเริ่มเกิดปัญหาความประพฤติมิชอบของสมาชิกสภา มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายว่า ผู้แทนกินจอบกินเสียม นัยว่าผู้แทนราษฎรยักยอกเงินงบประมาณในการซื้อจอบซื้อเสียมแจกชาวบ้านเข้าประเป๋าตัวเอง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ชุดนี้สิ้นสุดวาระ 4 ปี ตามรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์2500 ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันรุ่งขึ้น หรือวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตจังหวัด จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 160 คน ผู้สมัครรับเลือกตั้งส่วนใหญ่สังกัดพรรคการเมืองซึ่งมีถึง 30 พรรค โดยมีพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถือว่าเป็นพรรครัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าเป็นพรรคฝ่ายค้าน สถานการณ์การเลือกตั้งจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองโดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลใช้กลวิธีการต่างๆ ทั้งอิทธิพล แจกสิ่งของ และฉ้อโกง จนพรรคเสรรีมนังคศิลามีชัยชนะโดยได้ ส.ส.จำนวน 46 คน พรรคฝ่ายค้านใหญ่ คือประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. เพียง 30 คน นอกนั้นเป็นพรรคขนาดกลางและพรรคเล็กอื่นๆได้ ส.ส. 11 คนบ้าง 9 คนบ้าง ทำให้ประชาชนไม่พอใจผลการเลือกตั้งอย่างมาก ทุกฝ่ายลงความเห็นเหมือนกันว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้สกปรกที่สุดเท่าที่มีมา นิสิตนักศึกษาจึงเดินขบวนเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่ไร้ผล เนื่องจากพรรคเสรีมนังคศิลามีเสียงในสภามากกว่าพรรคอื่นๆ และจอมพล ป.พิบูลสงครามยังมีอำนาจล้นพ้น ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงนำชื่อจอมพล ป.ทูลเกล้าให้ทรงแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์การเมืองค่อยๆตึงเครียด เพราะนอกจากความไม่พอใจของประชาชน และการต่อสู้ในสภาของฝ่ายค้านแล้ว ความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้นำทั้งในรัฐบาลและคณะทหารผู้เคยสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกประเภทที่ 2 เริ่มขยายตัว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 บางส่วน แม้จะสังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา ก็เคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

ในกลางเดือนสิงหาคม นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้าใหญ่ได้รวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติขออแภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพื่อให้รัฐบาลแถลงข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ คือ ความสงบเรียบร้อย การบริหารการคลัง การต่างประเทศ การศึกษา มาตรฐานการครองชีพของประชาชน การดำเนินการด้านเศรษฐกิจ การป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่น การักษาสัจจะวาจา รัฐบาลไม่รับผิดชอบต่อประชาชน สภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไปในวันที่ 29-30 สิงหาคม 2500 ผลสืบเนื่องจากการอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามระส่ำระสาย รัฐมนตรีคนสำคัญ คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐมนตรีว่าการกลาโหม พล.ท.ถนอม กิตติขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหล และพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสหกรณ์ลาออก ในที่สุด จอมพลสฤษดิ์ ก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ทำให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สิ้นสุดลง แล้วตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยมีนายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศ และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 อีกครั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการชิงชัยระหว่างพรรคสหภูมิผู้สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับพรรคประชาธิปัตย์ และบรรดาพรรคแนวสังคมนิยม แลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า ผู้สมัครในนามพรรคสหภูมิซึ่งเป็นพรรคสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ได้รับเลือกตั้งมากกว่าสมาชิกพรรคอื่นๆ คือ ได้จำนวน 44 คน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 39 คน พรรคเล็กพรรคน้อยพรรคละ 2-3 คน และผู้สมัครไม่สังกัดพรรคใดจำนวน 59 คน

หลังจากวันเลือกตั้ง 6 วัน ผู้นำทหารและนักการเมืองกลุ่มจอมพลสฤษดิ์ได้ตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคชาติสังคม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าพรรค พล.ท.ประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค โดยดึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งมาได้จำนวน 80 คน และสมาชิกประเภทที่ 2 อีกร้อยกว่าคน รวมกันแล้วมีจำนวน 202 คน กลายเป็นเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด พรรคนี้ พูดให้ถึงที่สุดคือ จอมพลสฤษดิ์ ผู้มีอำนาจสูงสุดก็หนุนให้พลอ.ถนอมกิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ทำหน้าที่อยู่ได้ 10 เดือนกว่าๆ ก็ถูกยุบเลิกพร้อมๆกับสถาบันการเมืองประชาธิปไตยทั้งปวงเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 สถาปนาระบอบเผด็จการทหารอย่างสมบูรณ์มาปกครองประเทศ จากนั้นมาเป็นเวลา 10 ปี ประเทศไทยเราไม่มีสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาแบบประชาธิปไตย มีแต่สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ จำนวน 240 คน ส่วนใหญ่เป็นทหารตำรวจ และข้าราชการพลเรือน จึงไม่ถือเป็นรัฐสภา บทวิจัยนี้จึงไม่ครอบคลุมถึง

รัฐสภาแบบประชาธิปไตยมีขึ้นอีกครั้งภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้เวลาร่างยาวนานเกือบ 10 ปี ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐสภากลับไปเป็นระบบ 2 สภา โดยวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์มีอำนาจกว้างขวางกว่าวุฒิสภาที่เคยมีมา จำนวนก็มีมากถึงสามในสี่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยะเวลาการดำรงสมาชิกภาพก็มีมากกว่าสมาชิกสภาผู้แทน คือคราวละหกปี สภาพเช่นนี้ วุฒิสภาจึงมิใช่สภากลั่นกรองหรือ สภาพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎร หากเป็นสถาบันทางการเมืองที่ค้ำจุนอำนาจและเสถียรภาพของรัฐบาลโดยแท้ และที่สำคัญมีการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารออกจากันมากขึ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกรัฐสภาในขณะเดียวกันมิได้ หรืออีกนัยหนึ่ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีมิได้ คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา เพียงไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็พอ แต่ยังดีที่ยอมให้สมาชิกรัฐสภามีสิทธิเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลหรือคณะได้ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 128)

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่10 กุมภาพันธ์ 2512 ซึ่งส่วนข้างมากเป็นสมาชิกสังกัดพรรคสหประชาไทยของกลุ่มจอมพลถนอม กิตติขจร พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ซึ่งสืบทอดอำนาจมาจากจอมพลสฤษดิ์ จำนวน 76 คน สมาชิกอิสระไม่สังกัดพรรคใด 71 คน โดยมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 7 คน พรรคแนวร่วมเศรษฐกร 4 คน พรรคประชาชน 2 คน เป็นฝ่ายค้าน จึงไม่เป็นแต่ต้องยอมผู้นำรัฐบาลเก่าคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลต่อไปเท่านั้น หากไม่ผู้ใดเป็นรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้ เมื่อบวกกับวุฒิสมาชิกที่เป็นทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเกือบทั้งหมด รัฐสภาไทยในช่วง ประชาธิปไตย ระยะสั้น (พ.ศ.2511-2514) จึงไม่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายของชาติ ไม่อาจควบคุมฝ่ายบริหารอย่างจริงจัง และแม้แต่จะออกกฎหมายตามความต้องการของสมาชิกสภาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่าง สภาผู้แทนฯรับหลักการร่าง พ.ร.บ.การถ่ายทอดเสียงการประชุมสภาฯ เสนอโดยนายทองดี อิสราชีวิน ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว แต่เมื่อจอมพลถนอม นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ซึ่งเคยแจ้งให้ประธานสภาฯทราบในการพิจารณาวาระแรก พอเข้าสู่วาระที่ 3 ผู้นำรัฐบาลสามารถทำให้ พ.ร.บ.นี้ตกไปด้วยคะแนน 121 ต่อ 84 เสียง

ควรต้องยกย่องสมาชิกสภาหรือ ส.ส.ฝ่ายค้านสมันนั้น เพราะส่วนใหญ่ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ด้วยวิธีการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในปัญหาการเมือง การบริหาร เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ ฯลฯ อย่างตรงไปตรงมา และการอภิปรายในสภาโจมตีรัฐบาลว่ายังมีลักษณะเผด็จการ คอรัปชั่น โกงกิน เหมือนช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ

แม้การดำรงอยู่และเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากนัก แต่ถ้าร่าง พ.ร.บ. สำคัญๆ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็ต้องลาออกหรือยุบสภา ดังนั้น ผู้นำรัฐบาลต้องคอยให้ผลประโยชน์ในรูปต่างๆ แก่ ส.ส.ของพรรคสหประชาไทย และ ส.ส.อิสระจำนวนหนึ่งแทบทุกครั้ง ครั้นเมื่อ ส.ส.พรรคสหประชาไทยแสดงความไม่ลงรอยกับบรรดารัฐมนตรีซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และหลายคนเป็นนายพลกลุ่มเผด็จการเพิ่มขึ้นทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐบาลอย่างรุนแรง จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีก็ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ยึดอำนายการเมืองการปกครอง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ล้มเลิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็หายไปจากเวทีการเมืองจของประเทศอีก 2 ปี

แล้วชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของนักศึกษาและประชาชนต่อระบบเผด็จการใน กรณี 14 ตุลาคม 2516 ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างไม่เคยมาก่อน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพค่อนข้างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น หากยังส่งผลให้นักเรียน นิสิตนักศึกษและประชาชนทุกกลุ่มมีความตื่นตัวทางความคิดและการเมืองอย่างขนานใหญ่ เกิดกระแสการต่อสู้ของประชาชนผู้เสียเปรียบ กรรมกร ชาวนา และกระแสสังคมนิยมอีกด้วย

กล่าวทางด้านการเมืองและการปกครองระบอบประชาธิปไตย ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองคมนตรีซึ่งได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อคลี่คลายสถานการณ์การปราบปรามและการต่อต้านการปราบปรามของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชน ทำให้วีรชนสูญเสียชีวิตไปกว่า 70คนและบาดเจ็บหลายร้อยคน ก็จัดตั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศแทนรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตามความเรียกร้องของขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชน ต่อมา เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 299 คนมาจากการแต่งตั้งของจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ ถูกกระแสเรียกร้องให้ลาออกจนยื่นใบลาออกกันเกือบหมด แล้วมีการตั้งสมัชชาแห่งชาติประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มทางสังคมและดกลุ่มผลประโยชน์และบุคคลจากสาขาอาชีพต่างๆจำนวน 2,347 คน เพื่อเลือกตั่งสมาชกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่ในวันที่ 18 ธันวาคม 2516 สภานิติบัญญัติชุดนี้มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธาน เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517

อนึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดใหม่นี้ยังทำหน้าที่นิติบัญญัติและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องการให้สภาฯเป็นพลังทางการเมืองคอยยับยั้งการดำเนินนโยบายก้าวหน้าของรัฐบาลและกระแสการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เอกราชของชาติ ความเป็นธรรมในสังคมและกระแสสังคมนิยม นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะมีสมาชิกที่เป็นนายทุนและข้าราชการชั้นสูงกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มดุสิต 99 เป็นหัวหอกในการคัดค้านรัฐบาลและต่อต้านประชาชน

กลับไปที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 บรรดานักประชาธิปไตยส่วนใหญ่ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือ ระบบ 2 สภา วุฒิสภามีสมาชิกจำนวน 100 คน เป็นเพียงสภากลั่นกรอง อำนาจรัฐสภาที่แท้จริงอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร เพราะประธานสภาผู้แทนเป็นประธานรัฐสภา สภาผู้แทนเท่านั้นที่มีสิทธิเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือคณะ ฯลฯ สำหรับฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมดต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นสมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารประเทศได้ต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีต้องแสดงสินทรัพย์และหนี้สินของตนต่อประธานรัฐสภา(รัฐธรรมนูญมาตรา 181)

ในระยะ 3 ปีหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 มีสภาผู้แทนราษฎรสองชุด ชุดแรกจำนวน 269 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2518 อันเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกิน 3 คน ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกการเมืองซึ่งในขณะนั้นมีจำนวนมากกว่า 40 พรรค แต่ก็แบ่งเป็นกลุ่มๆ คือ พรรคของนักการเมืองที่เคยสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการมีพรรคธรรมสังคมและพรรคชาติไทยเป็นหลัก พรรคฝ่ายค้านเก่าคือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคแนวความคิดก้าวหน้าและสังคมนิยมคือ พรรคพลังใหม่ พรรคแนวร่วมสังคมนิยมและพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย สถานการณ์เลือกตั้งจึงเป็นการแข่งขันและการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองกลุ่มใหญ่ๆ และที่สำคัญ เป็นการต่อสู้ทางอุดมการระหว่างอนุรักษ์นิยมกับแนวความคิดสังคมนิยม หรือ ฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ผู้ประกาศตัวเป็น สังคมนิยมอ่อนๆ ได้ ส.ส.มากกว่าพรรคอื่นคือได้ 72 คน พรรคธรรมสังคมได้ 45 คน และพรรคชาติไทย 28 คน พรรคเกษตรสังคมได้ 19 คน พรรคกิจสังคมได้ 18 คน พรรคสังคมชาตินิยม 16 คน พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยได้ 15 คน พรรคพลังใหม่ได้ 12 คน พรรคแนวร่วมสังคมนิยมได้ 10 คน พรรคสันติชนได้ 8 คน นอกจากนั้นได้พรรคละคนสองคน

ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ มีนักธุรกิจใหญ่น้อยลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งจำนวนมาก และได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรจำนวนถึง 121 คน คิดเป็นร้อยละ 44.4 ของสมาชิกสภาทั้งหมด นับว่ามีจำนวนมากกว่าอาชีพอื่นๆ ปัญหาองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรนี้จะนำไปสรุปอย่างละเอียดในบทต่อไป

สรุป สภาผู้แทนราษฎรชุดแรกหลังกรณี 14 ตุลาคม เป็นสภาของฝ่ายกลางๆ และฝ่ายก้าวหน้า แต่เนื่องจากพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมไม่อยากเข้าร่วมเป็นรัฐบาลรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พรรคนี้ไม่สามารถดึงพรรคอื่นๆ นอกจากพรรคเกษตรสังคมและพรรคสังคมชาตินิยมที่มี ส.ส.เพียง 19 และ 16 คนมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงมีเสียงในสภาไม่เกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ ต้องพ้นตำแหน่งไป จากนั้น พรรคกิจสังคมที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคแม้จะมี ส.ส.แค่ 18 คนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคธรรมสังคม และพรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวามาร่วมรวมกับพรรคเล็กอื่นๆอีก 2 พรรค พรรคประชาธิปัตย์จึงตกมาเป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคที่มีแนวความคิดสังคมนิยมฯ ปรากฏว่าพรรคเหล่านี้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้เป็นอย่างดี ในต้นเดือนสิงหาคม 2518 สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ 1 ครั้ง เรื่องไทยการ์ชุมนุมเรียกร้องค่าตอบแทน ผู้นำชาวนาถูกฆ่าตาย และโจรผู้ร้ายชุกชุมเสนอโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะ

เนื่องจากตลอดปี พ.ศ.2518 กระแสการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษาเพื่อเอกราชของชาติ ประชาธิปไตยของประชาชน และความเป็นธรรมในสังคม การต่อสู้ของมวลชนเพื่อสิทธิ ผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ และกระแสสังคมนิยมยังคงดำรงอยู่ ซึ่งส่งผลให้สังคมการเมืองแยกตัวเป็นฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานการณ์การเมือง การต่อสู้ในสภาและการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านดังกล่าวจึงไม่ค่อยมีผลทางการเมือง ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อผู้นำพรรคฝ่ายค้านบางพรรคคิดเตรียมเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเพื่อล้มรัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางกลุ่มสนับสนุน ที่สำคัญ ถ้าล้มรัฐบาลนี้ได้แล้ว พรรคแนวสังคมนิยม 3 พรรค คือ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย พรรคพลังใหม่ แลพรรคแนวร่วมสังคมนิยมจะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งกลัวว่าฝ่ายซ้ายจะมีอำนาจการเมืองเข้าไปบริหารประเทศ จึงออกพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 มกราคม 2519 โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 4 เมษายน 2519

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้มีขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่พลังฝ่ายขวาทั้งในและนอกรัฐบาลใช้ทุกวิถีทางในการสกัดกั้นนักการเมืองหัวก้าวหน้าและสังคมนิยมและสถานการณ์ที่ภาพพจน์ของฝ่ายหลังนี้เลวร้ายเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นพวก หนักแผ่นดิน และขบวนการนักศึกษาประชาชนถูกทำลายลงไปอย่างมาก ผู้สมัครรับเลือกตั้งจาก 3 พรรคแนวสังคมนิยมได้รับเลือกตั้งเพียง 6 คน คือพรรคพลังใหม่ได้ 3 คน พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยได้ 2 คน และพรรคแนวร่วมสังคมนิยมได้คนเดียว ทางพรรคฝ่ายขวาโดยเฉพาะพรรคชาติไทยได้ส.ส.เพิ่มขึ้น 2 เท่า คือได้ 56 คน ส่วนพรรคกิจสังคมได้ ส.ส. 45 คน เพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมและนายกรัฐมนตรีโดนพิษฝ่ายขวาและฝ่ายทหารไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ยังดีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากถึง 114 คน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง โดยมีพรรคชาติไทยมาร่วมด้วย ภายหลังการเลือกตั้ง สถานการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย ทวีความรุนแรง ผู้นำสักศึกษา กรรมกร ชาวนา ถูกทำร้าย ถูกฆ่าตายและถูกทางการจับกุมเพิ่มขึ้น การชุมนุม การเดินขบวนของนักศึกษาประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยแทบทุกครั้งจบด้วยเลือด คนบาดเจ็บและล้มตายจากการกระทำของอีกฝ่าย ทหารบางกลุ่มเริ่มคิดก่อรัฐประหาร เบื้องหน้าสถานการณ์เช่นนี้ อย่าว่าแต่สภาผู้แทนราษฎร แม้แต่แกนนำของรัฐบาลยังไม่สามารถทำอะไรได้

สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจรเดินทางกลับมาในเดือนกันยายน 2519 ตามแผนการของกลุ่มฝ่ายขวา ทำให้นักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเคลื่อนไหวต่อต้านอย่าขนานใหญ่ ทั้งยังส่งให้เกิดการอภิปรายในสภาฯ จน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีขอลาออก แต่ก็ได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลอีก สุดท้าย หลังจากการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านการกลับเข้ามาของจอมพลถนอม ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน กลุ่มพลังกึ่งทหารของฝ่ายขวาตั้งแต่รุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลางคืนวันนั้น คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้า ก็เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเสนีย์ ปราโมช ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐสภา ยุบพรรคการเมืองและองค์การประชาธิปไตยทั้งหมด รวมทั้งจับกุมคุมขังผู้นำมวลชนผู้มีความคิดก้าวหน้าและสังคมนิยมทั่วประเทศ อันส่งผลให้นักศึกษาประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยหลบหนีและทยอยไปร่วมกับกองกำลังอาวุธหรือกองทัพปลดแอกประชาชนไทยของพรรคคอมมิวสนิสต์ในเขตป่าเขานับพันๆคน ยิ่งคณะปฏิรูปฯมอบให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ตัวยงเป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเผด็จการขวาจัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังวางแผนสร้างประชาธิปไตย 12 ปี ยิ่งทำให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านระบอบนี้และหันไปสนใจพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและเกิดความระส่ำระสาย ความแตกสามัคคีของคนในชาติมากขึ้น

เพื่อยับยั้งแนวโน้มอันนี้ คณะนายพลทหารชุดเดิมแต่คราวนี้มีพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ จึงยึดอำนาจคืนด้วยการทำรัฐประหาร (แต่คณะผู้ทำเรียกว่า ปฏิวัติ) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 จากนั้น ก็เริ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย สร้างความสามัคคีในชาติ ดำเนินนโยบายช่วงชิงชนชั้นกลาง ใช้แนวทางการเมืองนำทหารในการต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ (พร้อม ๆ กับการออกกฎหมาย)และตั้งรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขึ้นมาบริหารประเทศ

การจัดทำรัฐธรรมนูญสำเร็จ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 ประเทศไทยเริ่มเดินเข้าสู่หนทางประชาธิปไตยระบบสภา(PARLIAMENTARY DEMOCRACY) อีกครั้ง โดยมีวุฒิสภาเป็นสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาล่างเหมือนระยะที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่วุฒิสภาใหม่นี้มีจำนวนข้างมาก คือ สามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเกือบ 13 ปี

กล่าวเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 นี้ มีทั้งหมด 4 ชุดภายใต้รัฐบาล 3 คณะ ชุดแรกมาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2522 จำนวน 301 คน สมัยรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ชุดที่ 2 เลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2526 จำนวน 324 คน เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยุบสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งอันนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างทหารกับพลเรือน ชุดที่ 3 มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2529 จำนวน 347 คน ก็เป็นผลมาจากการยุบสภาของนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรม เช่นกัน รวมทั้งชุดสุดท้ายที่มาจากเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 จำนวน 357 คน ซึ่งเป็นชุดที่สนับสนุนให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย พรรคเสียงข้างมากเป็นนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรชุดหลังนี้สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารของคณะผู้รักษความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

ลักษณะเด่นของสภาผู้แทนราษฎรทุกชุดดังกล่าว คือ เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพรรคการเมืองที่กำลังเข้ายึดกุมเวทีการเมืองและมีอำนาจการเมืองมากขึ้นเป็นลำดับพรรคใหญ่ๆ คือ พรรคกิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคประชากรไทย ผลัดเปลี่ยนกันเข้าร่วมเป็นรัฐบาล ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการดำเนินระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 13 ปี อันทำให้สถาบันการเมืองโดยเฉพาะรัฐสภา พรรคการเมือง และกระบวนการประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างไม่ขาดตอน

สภาพทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจเฟื่องฟู สังคมทันสมัย ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองและมีเสรีภาพค่อนข้างมาก นักธุรกิจใหญ่น้อยกระโดดขึ้นสู่เวทีการเมือง เข้าร่วมพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร และ ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก ฯลฯ ยิ่งทำให้พรรคการเมืองและสภาผู้แทนราษฎรแม้จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลที่มีนายพลเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเช่น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และมีกองทัพค้ำจุน แต่ก็ยังทำหน้าที่ของตนและแสดงบทบาททางการเมืองอย่างคาดคิดไม่ถึง เช่น การคัดค้านจนล้มร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ริเริ่มมาจากฝ่ายทหารในปี พ.ศ.2526 การไม่อนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกในปลายเดือนเมษายน 2529 การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ซึ่งทั้ง 3 กรณีนี้เป็นเหตุสำคับของการยุบสภา

นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้ขอเปิดอภิปรายทั่วไปทั้งเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีและไม่ลงมติจำนวนถึง 13 ครั้ง โดยอภิปรายทั่วไปในรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ 2 ครั้ง ในรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 8 ครั้ง สมัยพล.อ.ชาติชาย 3 ครั้ง ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี เช่น การอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลพล.อ.เปรม เกี่ยวกับปัญหาการนำไม้จากพม่า เสนอโดยนายบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ กับคณะ เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2529 ผลการลงมติ คะแนนไว้วางใจ 120 คน และไม่ไว้วางใจ 109 แม้ ร.ต.อ.สุรัตน์จะได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ แต่เนื่องจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง งดออกเสียง นัยว่าเพื่อกดดันนายกรัฐมนตรีให้ปลด ร.ต.อ.สุรัตน์จากตำแหน่ง จึงทำให้ ร.ต.อ.สุรัตน์ต้องขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะของรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลายครั้งถูกขัดขวางทั้งจากตัวพล.อ.เปรมเองและบรรดาผู้สนับสนุนด้วยวิธีการต่างๆ เคยทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องถอนชื่อในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนเมษายน 2530 ทำให้ญัตติขอเปิดอภิปรายฯ ตกไป บางครั้งใช้วิธีการทำร้ายผู้ปฏิบัติงานของพรรคกระทั่งการปาระเบิดบ้านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เพื่อสกัดกั้นการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจควรต้องสรุปอีกว่า สภาผู้แทนราษฎรในช่วงนี้ยังใช้คณะกรรมาธิการสภาฯ หลายชุด เช่นกรรมาธิการปกครอง กรรมาธิการแรงงาน กรรมาธิการสตรีและเยาวชน กรรมาธิการเศรษฐกิจ ค่อยๆกลายเป็นเวทีรับฟังปัญหาความเดือดร้อน ไกล่เกลี่ย เจรจาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทุกวงการ รวมทั้งข้าราชการผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาจนถึงปัจจุบัน

สภาผู้แทนราษฎรคึกคักยิ่งข้นเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาในกลางปีพ.ศ.2532 และมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในช่วงนั้นคือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา แต่อีกด้านหนึ่ง นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ.2522 ถึงรัฐประหารของ ร.ส.ช.เมื่อปี พ.ศ.2534 สมาชิกจำนวนมากพอสมควรของสถาบันนี้แสดงตัวเองในทางมิดีมิชอบ ไม่พึงปรารถนามากขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน เริ่มตั้งแต่การทุ่มเงินหาเสียงและซื้อเสียง ไม่มีคุณภาพและคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ อย่างหย่อนยาน แบ่งเป็นฝักฝ่าย คำนึงแต่ผลประโยชน์ของพรรคและของตนมากกว่าส่วนรวมโดยเฉพาะผู้ที่ได้เป็นรัฐมนตรีมักแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเงินทองดังที่เรียกในสมัยว่า ธุรกิจการเมือง เป็นหลัก ทางด้านสถาบันหรือรัฐสภา ก็เผยจุดอ่อนและข้อจำกัดนานาประการซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถาบันนิติบัญญัติไม่เข้มแข็ง ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นสถาบันการเมืองการปกครองสูงสุดตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะสรุปปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้ในบทต่อไป

ตั้งแต่ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเมื่อพ.ศ.2475
เป็นต้นมา สถาบันรัฐสภาเป็นองค์กรทางการเมืองที่ช่วยพยุงให้ระบอบประชาธิปไตย
ดำเนินไปตาม วิถีทางที่กำหนดนับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีรัฐสภาทั้งหมด 27 ชุด
มีรายละเอียดดังนี้

ชุดที่

ระยะเวลา

ประเภท/
ของสภา

จำนวน
ส.ส

วุฒิ
สมาชิก

รวม
สมาชิก

หมายเหตุ

1

2475-2475

สภาเดียว

70

-

70

แต่งตั้งชั่วคราว

2

2476-2480

สภาเดียว

156

-

156

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

3

2480-2481

สภาเดียว

182

-

182

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

4

2481-2488

สภาเดียว

182

-

182

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

5

2489-2490

สภาเดียว

192

-

192

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

6

2490-2491

สองสภา

178

80

258

พฤฒสภาให้สมาชิกสภาผู้แทนฯเลือก

7

2491-2494

สองสภา

120

100

320

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

8

2495-2500

สภาเดียว

246

-

246

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

9

2500-2500

สภาเดียว

283

-

283

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

10

2500-2501

สภาเดียว

281

-

281

มีสองประเภท ประเภท 2 แต่งตั้ง

11

2502-2511

สภาเดียว

-

-

240

สภาร่างรัฐธรรมนูญ

12

2512-2514

สองสภา

219

164

383

วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง

13

2515-2516

สภาเดียว

-

-

299

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

14

2516-2518

สภาเดียว

-

-

299

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

15

2518-2519

สองสภา

169

100

269

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

16

2519-2519

สองสภา

179

100

279

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

17

2519-2520

สภาเดียว

-

-

340

สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

18

2520-2522

สภาเดียว

-

-

360

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

19

2522-2526

สองสภา

301

225

526

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

20

2526-2529

สองสภา

324

243

567

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

21

2529-2531

สองสภา

347

260

607

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

22

2531-2534

สองสภา

357

268

625

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

23

2534-2535

สภาเดียว

-

-

292

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

24

2535-2535

สองสภา

360

270

630

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

25

2535-2538

สองสภา

360

270

630

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

26

2538-2539

สองสภา

391

260

651

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

27

2539-ปัจจุบัน

สองสภา

393

262

655

วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง

รายนามนายกรัฐมนตรีไทย (พ.ศ. 2475-ปัจจุบัน)

ลำดับ

นายกรัฐมนตรี

วันที่
เข้ารับตำแหน่ง

วันที่
ออกจากตำแหน่ง

สาเหตุ
ที่ออก

ครั้ง

รวมเวลา
ที่ดำรงตำแหน่ง

1.

พระยามโนปกรณ์นิติธาดา

24 มิ.ย 75

20 มิ.ย 76

รัฐประหาร

3

11 เดือน 23 วัน

2.

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

21 มิ.ย 76

16 ธ.ค 81

ยุบสภา

5

5ปี 5 เดือน 5 วัน

3.

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

16 ธ.ค.81

1ส.ค. 87

ลาออก

8

15 ปี 11เดือน

8 ส.ค. 91

16 ก.ย.00

รัฐประหาร

24 วัน

4.

นายควง อภัยวงศ์

1 ส.ค. 87

31. ส.ค. 88

ลาออก

4

1 ปี 7 เดือน

31 ม.ค. 89

24 มี.ค 89

ลาออก

23 วัน

10 พ.ย.90

8 เม.ย.91

ลาออก

5.

นายทวี บุญยเกตุ

31 ส.ค.88

17 ก.ย.88

ลาออก

1

17 วัน

6.

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

17 ก.ย. 88

31 ม.ค.89

ยุบสภา

4

10 เดือน

15 ก.พ.18

14 มี.ค.18

ไม่ไว้วางใจ

26 วัน

21 เม.ย.19

6 ต.ค.19

ปฏิวัติ

7.

นายปรีดี พนมยงค์

24 มี.ค. 89

21 ส.ค.89

ลาออก

2

4 เดือน28 วัน

8.

พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

21 ส.ค.89

8 พ.ย. 90

รัฐประหาร

2

1 ปี 2 เดือน18 วัน

9.

นายพจน์ สารสิน

20 ก.ย. 00

26 ธ.ค. 00

ลาออก

1

3 เดือน 6 วัน

10.

จอมพลถนอม กิตติขจร

1 ม.ค. 01

20 ต.ค. 01

ปฏิวัติ

4

10 ปี 8 เดือน

9 ธ.ค. 06

15 ต.ค. 16

ประชาชน

15 วัน

ปฏิวัติ

11.

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

9 ก.พ. 02

8 ธ.ค. 06

ถึงแก่กรรม

1

4 ปี 9 เดือน 28 วัน

12.

นายสัญญา ธรรมศักดิ์

15 ต.ค. 16

14 ก.พ. 18

ออกตาม

2

1 ปี 4 เดือน

วาระ

13.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

17 มี.ค. 18

22 ม.ค. 19

ยุบสภา

1

10 เดือน 5 วัน

14.

นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

8 ต.ค. 19

20 ต.ค. 20

ปฏิวัติ

1

1 ปี 12 วัน

15.

พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์

11 พ.ย. 20

24 ก.พ. 23

ลาออก

3

2 ปี 3 เดือน 18 วัน

16.

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

3 มี.ค. 23

4 ส.ค. 31

ยุบสภา

5

8 ปี 5 เดือน 1 วัน

17.

พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

4 ส.ค. 31

23 ก.พ. 34

ปฏิวัติ

1

2 ปี 6 เดือน 8 วัน

18.

นายอานันท์ ปันยารชุน

2 มี.ค. 34

6 เม.ย. 35

ออกตาม

2

1 ปี 4 เดือน

วาระ

7 วัน

19.

พลเอกสุจินดา คราประยูร

7 เม.ย. 35

24 พ.ค. 35

ลาออก

1

48 วัน

20.

นายชวน หลีกภัย

22 ก.ย. 35

19 พ.ค. 38

ยุบสภา

2

2 ปี 7 เดือน 15 วัน (ครั้งแรก)

9 พ.ย. 40

21.

นายบรรหาร ศิลปอาชา

13 ก.ค. 38

27 ก.ย. 39

ยุบสภา

1

1 ปี 2 เดือน 14 วัน

22.

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

25 พ.ย. 39

9 พ.ย. 40

ลาออก

1

11 เดือน

23.

นายชวน หลีกภัย

10 พ.ย 40

ยังดำรงตำแหน่ง
ณ ปัจุบัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ฉบับชั่วคราว
พุทธศักราช 2549

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร
สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรให้ไว้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2549 เป็นปีที่ 61 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า
โดยที่หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึงได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ได้นำความกราบบังคมทูลว่า เหตุที่ทำการยึดอำนาจ และประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เสียนั้น ก็โดยปรารถนาที่จะแก้ไขความเสื่อมศรัทธา ในการบริหารราชการแผ่นดิน ความไร้ประสิทธิภาพ ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทำให้เกิดการทุจริต และประพฤติมิชอบขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยไม่อาจหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ อันเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางการเมือง การปกครอง และปัญหาความขัดแย้งในมวลหมู่ประชาชน ที่ถูกปลุกปั่นให้แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย จนเสื่อมสลายความรู้รักสามัคคี ของชนในชาติ อันเป็นวิกฤตการณ์ความรุนแรงทางสังคม แม้หลายภาคส่วนจะได้ใช้ความพยายาม ในการแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล กลับมีแนวโน้มว่า จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนถึงขั้นใช้กำลังเข้าปะทะกัน ซึ่งอาจมีการสูญเสียแก่ชีวิตและเลือดเนื้อได้ นับว่าเป็นภยันตรายใหญ่หลวง ต่อระบบการปกครองระบบเศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของประเทศ จำเป็นต้องกำหนดกลไกการปกครอง ที่เหมาะสมแก่สถานการณ์เพื่อใช้ไปพลางก่อน โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม ตามประเพณีการปกครองของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การฟื้นฟูความรักความสามัคคี ระบบเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมือง การเสริมสร้างระบบการตรวจสอบทุจริตที่เข้มแข็ง และระบบจริยธรรมที่ดีงาม การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ พันธะกรณีตามสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ การส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกัน ก็เร่งดำเนินการให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากประชาชนในทุกขั้นตอน เพื่อให้การเป็นไปตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้นำความกราบบังคมทูล จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ใช้บทบัญญัติต่อไปนี้ เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่จะได้จัดทำร่างขึ้น และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย
มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใดๆ มิได้
มาตรา 2 อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 3 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีแห่งประเทศ ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 4 พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี
การเลือกตั้ง การแต่งตั้ง และการพ้นจากตำแหน่งองคมนตรี และองคมนตรีอื่น ให้เป็นไปตามพระอัธยาศัย
ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองมนตรี และให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่น
มาตรา 5 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี
ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา
ในการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่างๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการจากภูมิภาคต่างๆ อย่างเหมาะสม
ในกรณีที่มีกฎหมายห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่การได้รับตำแหน่งแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มาตรา 6 สมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงเมื่อ
1. ตาย
2. ลาออก
3. ขาดคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในมาตรา 5
4. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
5. สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา 8
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธานสภาคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภาคนหนึ่งหรือหลายคน ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้นำความในมาตรา 6 มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งประธานสภาคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
ให้ประธานองคมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และการแต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
มาตรา 8 ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ใดกระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ ของการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นการขัดขวางต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิ์เข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพ
มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพตามวรรค 1 ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในการลงคะแนน
มาตรา 9 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอำนาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา และกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
มาตรา 10 พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติโดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ภายใต้บังคับมาตรา 30 วรรค 1 ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติร่วมกันจำนวนไม่น้อยกว่า 25 คน หรือคณะรัฐมนตรี แต่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็แต่โดยคณะรัฐมนตรี
ร่างพระะราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินตามวรรค 2 หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อความดังต่อไปนี้ ทั้งหมดหรือแต่อย่างหนึ่งอย่างใด กล่าวคือ การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร การจัดสรร รับ รักษา จ่าย โอน หรือก่อภาระผูกพันแผ่นดิน การลดรายได้แผ่นดิน การกู้เงิน การค้ำประกัน หรือการใช้เงินกู้ หรือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเงินตรา
ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้เสนอ จะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวเนื่องการเงินหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะวินิจฉัย
มาตรา 11 ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ใด แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน หรือเมื่อเห็นว่าเป็นกระทู้ที่ต้องห้ามตามข้อบังคับ
ในกรณีมีปัญหาสำคัญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีก็ได้ แต่จะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจไม่ได้
มาตรา 12 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็น สมควรจะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
มาตรา 13 ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด จะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นทางใดมิได้
เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในวรรค 1 ให้คุ้มครองถึงกรรมาธิการของสภา ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุม โดยคำสั่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทางสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย แต่ไม่คุ้มครองสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดอาญา หรือละเมิดสิทธิ์ในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกควบคุม หรือขัง ให้สั่งปล่อยในเมื่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอ หรือในกรณีถูกฟ้องในคดีอาญาให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปได้เว้นแต่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอให้งดการพิจารณาคดี
มาตรา 14 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกิน 35 คน ตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ตามที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติถวายคำแนะนำ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ
การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในขณะเดียวกันมิได้
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน
มาตรา 15 ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการภาษีอากร หรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติ
เมื่อได้ประกาศใช้พระราชกำหนดแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยไม่ชักช้า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติอนุมัติแล้ว ให้พระราชกำหนดนั้น มีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่อนุมัติ ให้พระราชกำหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น เว้นแต่พระราชกำหนดนั้น มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อน การแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใช้บังคับต่อไป ตั้งแต่วันที่การไม่อนุมัติพระราชกำหนดนั้น มีผลบังคับ
การอนุมัติ หรือไม่อนุมัติพระราชกำหนด ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 16 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกา โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
มาตรา 17 บรรดาบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่รัฐธรรมนูญนี้ จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 18 ผู้พิพากษา และตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ในพระปรมาภิไท พระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 19 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มีจำนวน 100 คน
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง และรองสภาร่างรัฐธรรมนูญ อีกไม่เกิน 2 คน ตามมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งประธานสภา และรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ภายในเวลา 2 ปี ก่อนวันได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน
ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการของสภา ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุม โดยคำสั่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับเอกสิทธิ์ และความคุ้มกันตามที่บัญญัติไว้ ในมาตราที่ 13 เช่นเดียวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ให้นำมาตรา 9 วรรค 1 มาใช้บังคับแก่องค์ประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ และให้นำข้อบังคับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาใช้บังคับแก่การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 20 ให้มีสมัชชาแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวนไม่เกิน 2,000 คน
ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมาชิกสมัชชาแห่งชาติตามวรรค 1
ให้นำความในมาตรา 5 วรรค 3 และ วรรค 4 มาใช้บังคับแก่การสรรหาบุคคล และการได้รับการแต่งตั้ง เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 21 ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทำหน้าที่ประธานสมัชชาแห่งชาติ และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รองประธานสมัชชาแห่งชาติ
การประชุมสมัชชาแห่งชาติ และวิธีการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็น ไปตามที่ผู้ทำหน้าที่ประธานสมัชชาแห่งชาติกำหนด
มาตรา 22 ให้สมัชชาแห่งชาติ มีหน้าที่คัดเลือกสมาชิกด้วยกันเอง เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อ ผู้สมควรได้รับการโปรดเกล้า แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 200 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก และเมื่อได้คัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ยังไม่อาจคัดเลือกได้ครบถ้วน ให้สมัชชาแห่งชาติเป็นอันสิ้นสุด
การคัดเลือกตามวรรค 1 ให้สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ มีสิทธิเลือกได้คนไม่เกิน 3 รายชื่อ และให้ผู้ได้คะเเนนเสียงสูงสุด เรียงไปตามลำดับจนครบ 200 คน เป็นผู้ได้รับเลือก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับใด อันจะทำให้มีผู้ได้รับเลือกเกิน 200 คน ให้ใช้วิธีจับสลาก
มาตรา 23 เมื่อได้รับบัญชีรายชื่อที่ได้รับการคัดเลือกจากสมัชชาแห่งชาติแล้ว ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้เหลือ 100 คน และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่สมัชชาแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 22 วรรค 1 ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 100 คน เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ให้นำความในมาตรา 5 วรรค 4 มาใช้บังคับแก่การได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการ ตามมาตรา 25 ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 24 ในระหว่างที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยังปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่แล้วเสร็จหากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อตามมาตรา 22 ที่เหลืออยู่ หรือจากบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีตำแหน่งว่าง
ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่
มาตรา 25 ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกตามมติของสภา จำนวน 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 26 เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้จัดทำคำชี้แจงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่นั้นมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ในเรื่องใด พร้อมด้วยเหตุผลในการแก้ไข ไปยังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ องค์กร และบุคคลดังต่อไปนี้เพื่อพิจารณาและเสนอความคิดเห็น
1. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
2. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
3. คณะรัฐมนตรี
4. ศาลฎีกา
5. ศาลปกครองสูงสุด
6. คณะกรรมการการเลือกตั้ง
7. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
8. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
9. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
10. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
11. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
12. สถาบันอุดมศึกษา ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารชี้แจงตามวรรค 1 ให้ประชาชนทั่วไปทราบ ตลอดจนส่งเสริมและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ประกอบด้วย
มาตรา 27 เมื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารตามมาตรา 26 แล้ว หากประสงค์จะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำได้เมื่อมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ และต้องยื่นคำขอแปรญัตติพร้อมทั้งเหตุผลก่อนวันนัดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28
สมาชิกที่ยื่นคำขอแปรญัตติ หรือที่ให้คำรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นแล้วจะยื่นคำขอแปรญัตติ หรือรับรองคำแปรญัตติของสมาชิกอื่นใดอีกไม่ได้
มาตรา 28 เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันที่ส่งเอกสารตามมาตรา 26 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาความเห็นที่ได้รับมาตามมาตรา 26 และคำแปรญัตติตามมาตรา 27 พร้อมทั้งจัดทำรายงานการแก้ไขเพิ่มเติม หรือไม่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งเหตุผล เผยแพร่ให้ทราบเป็นการทั่วไป แล้วนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา
การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรค 1 เป็นการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเฉพาะมาตราที่สมาชิกยื่นคำขอแปรญัตติตามมาตรา 27 หรือที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเห็นชอบด้วย หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น
มาตรา 29 ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญและพิจารณาแล้วเสร็จตามมาตรา 28 ภายใน 180 วัน นับแต่วันเปิดประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรก
เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งต้องจัดทำไม่เร็วกว่า 15 วัน และไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศกำหนด
การออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
มาตรา 30 เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จตามมาตรา 29 วรรค 1 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากวันที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติดำเนินการต่อไป ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เพื่อประโยชน์ในการขจัดส่วนได้ส่วนเสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
มาตรา 31 ในการออกเสียงประชามติ ถ้าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบ ให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับแล้วให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ได้
เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 30 แล้วเสร็จ หรือเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 30 สุดแต่เวลาใดจะถึงก่อน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง
มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรค 1 ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 28 วรรค 2 ก็ดี หรือการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงและให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป
ในการประชุมร่วมกันตามวรรค 1 ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
มาตรา 33 เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 34 เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงแห่งชาติ ให้มีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วยบุคคลตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 29 กันยายน พุทธศักราช 2549
ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ อาจแต่งตั้งสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเพิ่มขึ้นได้อีก ไม่เกิน 15 คน
ให้หัวหน้า รองหัวหน้า สมาชิก เลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประธาน รองประธาน สมาชิกเลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติตามลำดับ
ในกรณีที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และในกรณีที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เลือกสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติคนหนึ่ง ทำหน้าที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
ในกรณีที่เห็นสมควร ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือนายกรัฐมนตรี อาจขอให้มีการประชุมร่วมกัน ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี เพื่อร่วมพิจารณาและแก้ไขปัญหาใดๆ อันเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงแห่งชาติ รวมตลอดทั้งการปรึกษาหารือเป็นครั้งคราว ในเรื่องอื่นใดก็ได้
มาตรา 35 บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยทีประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 2 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ
ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย ว่าด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ธุรการ และการอื่นใดตามที่ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบหมาย
องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณา และการทำคำวินิจฉัย ให้เป็นไปตามที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บรรดาอรรถคดี หรือการใด ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ของศาลรัฐธรรมนูญ
ก่อนวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบ ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ได้ประกาศ หรือสั่งไว้ ในระหว่างสันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปใด และไม่ว่าจะประกาศ หรือสั่ง ให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศ หรือคำสั่งนั้น จะกระทำก่อน หรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึด และควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของหัวหน้า และคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อน หรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง
มาตรา 38 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดให้วินิจฉัยกรณีนั้นไป ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวแก่การวินิจฉัยกรณีใด ตามในวรรค 1 เกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือเมื่อมีกรณีที่คณะรัฐมนตรีขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัย ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา 39 ก่อนคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ ให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข



Somphong Sowea
View full profile